Translate

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

137 Pillars House ... เชียงใหม่

2 ห้องอาหารอร่อย  ใน โรงแรม  137 Pillars House   ...    ย่านวัดเกตุ  ...  เชียงใหม่  


                            ก่อนที่จะเริ่ม เรื่องอาหาร ของ 2  ห้องอาหารอร่อย ใน โรงแรม   137 Pillars House
คงต้องเล่าเรื่องราว ความเป็นมาแบบ ย่อๆ  ของ ย่านวัดเกตุ ก่อนนะครับ  .... เพราะโรงแรม แห่งนี้ ตั้งอยู่ในย่าน ธุรกิจการค้าเก่าแก่  ริมแม่น้ำปิง  กลางเมืองเชียงใหม่ หรือที่เรียกกันว่า  " ย่าน วัดเกตุ "  ครับ

" วัดเกตุ "   เป็นย่าน การค้า ที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ ประมาณ ปี พ.ศ.2317
หลังจากที่ เชียงใหม่ พ้นจาก การปกครองของพม่า ... บ้านเมืองก็เริ่มมีความสงบ  จนมีการอพยพเข้ามาค้าขาย และ ตั้งถิ่นฐาน ในย่านวัดเกตุ อย่างต่อเนื่อง ย่านนี้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง ที่ เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่  ที่หล่อเลี้ยงประชากร ที่อาศัยอยู่สองฝั่งน้ำ  จึงเหมาะสมอย่างยิ่ง ในการทำมา ค้าขาย ในยุคนั้น  ...  ผู้คนที่เข้ามาค้าขาย และ ตั้งรกราก ส่วนใหญ่ จะเป็นพ่อค้า เชื้อสายจีน และ ฝรั่ง
จึงทำให้เราได้เห็น  อาคารเก่าแก่ในย่านนั้น เป็นสถาปัตยกรรมจีน ผสมผสาน กับ สถาปัตยกรรมแบบฝรั่ง และ สถาปัตยกรรมแบบล้านนา
มีคนหลากหลายเชื้อชาติ  อพยพเข้ามาอาศัย และ ค้าขาย ในย่านนี้
นอกจาก  คนจีน , คนอินเดีย (ชาว ซิกข์) , ชาวฝรั่งเศส  ฯลฯ   ที่เข้ามาค้าขายแล้ว .. ยังมีชนชาติอื่นๆ ที่เข้ามา ประกอบกิจ และ กิจการอื่นๆ  อีก เช่น
ชาวอเมริกัน ... ที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนา และ ตั้งโรงพยาบาล แมคคอร์มิค , โรงเรียนดาราวิทยาลัย , โรงเรียนปริส์รอแยล , โรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียน , มหาวิทยาลัยพายัพ
ชาวอังกฤษ  ...  ที่เข้ามาทำไม้   (บริษัท บอร์เนียว)
และอาชีพอื่นๆ อีกมากมาย














ความเป็นมา ของ  137  Pillars House  (บ้าน 137 เสา)
บ้าน  137 เสา เคยถูกใช้เป็น บ้านพักของผู้จัดการ บริษัทอีสบอร์เนียวฯ
บริษัท อีสต์บอร์เนียว ได้รับสัมประทาน การทำป่าไม้ในเชิงพานิชย์ อย่างถูกกฏหมาย มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ.1889) ... ในสมัยที่   เชียงใหม่ ยังอุดมไปด้วย ป่าไม้สัก
มาจนถึง สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2  .....  ในปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) กองทัพ ญี่ปุ่น ได้เข้ามา ควบคุมเมืองเชียงใหม่ เลยทำให้ ผู้จัดการบริษัท บอร์เนียว ในยุคนั้น ต้องอพยพหนีเข้าไปอยู่ใน ประเทศพม่า และ ปล่อยบ้านหลังนี้ ทิ้งไว้อย่างว่างเปล่า
พอสิ้นสุด สงครามโลกครั้งที่ 2  ...  คุณ วิลเลี่ยม เบน  (บิดาของ ลุงจรินทร์(แจ๊ค) เบน ผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ในการก่อตั้ง พิพิธภัญฑ์ วัดเกตุ) ได้เข้ามาซื้อบ้านนี้ จาก บริษัท อีสต์บอร์เนียว  และ ตั้งถิ่นฐาน ที่บ้านหลังนี้
จนมาเมื่อ ปี พ.ศ.2545 ... ได้มีนักธุรกิจ ชาวไทย จากกรุงเทพฯ  เดินทางมาเที่ยวที่เชียงใหม่  และ ได้พบกับบ้านหลังนี้ และ ตกหลุมรัก บ้านหลังนี้ ตั้งแต่แรกเห็น
จึงขอซื้อบ้านหลังนี้ ที่รู้จักกันในนาม  " บ้านดำ "  ....   เพื่อปรับปรุง และ สร้างอาคารเพิ่มเติม เพื่อเป็นที่พัก (โรงแรม)
โดยเปลี่ยนชื่อ จาก  " บ้าน 137 เสา "  มาเป็น   " 137 Pillars  House "   ....  เป็นการ นำเอาชื่อเดิม มาเรียกขานใหม่  ให้เป็น สากล มากขึ้นนั่นเองครับ
เอาหละครับ  ....  มาเข้าเรื่อง  ร้านอาหารที่ผม จะแนะนำในวันนี้เลยครับ













                              โรงแรมนี้ อยู่ในย่านวัดเกตุ  หากขับรถลงมาจาก สพานนวรัฐ แล้วเลี้ยวซ้าย .. แล้วขับผ่าน Good View  ร้านอาหารชื่อดัง ริมน้ำปิง ... พอสุดร้านนิดเดียว ก็จะมี สามแยก ที่มี โชว์รูม Isuzu  ที่เก่าแก่คลาสสิค  ... เลี้ยวขวาเข้าไปเลยครับ  ...  เข้ามาซัก 50 เมตร ก็เจอสามแยก  เลี้ยวซ้าย ไปอีก 20 กว่าเมตร  ก็ เลี้ยวขวาอีกทีนึงครับ  ....  เลี้ยวมาก็ จะเห็น  โรงแรม 137  Pillars House  เลยครับ  .
                              ตอนที่ ผมมาที่นี่ ครั้งแรกก็ได้เจอกับ  " คุณเป้า "   ผู้จัดการโรงแรม  (ตอนนั้น เป็นเพื่อนของเพื่อนผม อีกทีนึงครับ)     เป็น คนพาเดินชมเองเลยครับ ...  โรงแรมนี้ อยู่ในพื้นที่ 5 ไร่กว่า  ออกแบบได้กลมกลืนกับอาคารที่มีอยู่แล้ว เป็นอย่างดีครับ  ... ตกแต่งภายใน ได้ถูกใจผมซะเหลือเกินครับ  ....  พื้นที่ส่วนกลางของโรงแรมนี้  ทำไว้อย่างมี บรรยากาศที่ทำให้รู้สึกว่า อบอุ่น  ดีครับ  ...  มีห้องสมุด .. สปา .. สระว่ายน้ำ ริมกำแพงต้นไม้ ที่สวยงาม .. มีห้องดื่มน้ำชา ยามบ่าย  ... ห้องอาหารแบบ ทานอาหารส่วนตัว .. และ ห้องอาหาร Dinning Room  ที่ผมมาทานวันนี้ ครับ

ที่โรงแรม นี้ มีห้องอาหาร 2 ห้องด้วยกันนะครับ
ช่วงเวลา อาหารกลางวัน   เค้าจะเปิดในห้องอาหาร ด้านหลังอาคารเก่าแก่คลาสสิค และ มีรายการอาหารส่วนใหญ่  เป็น  อาหารไทย ครับ
ส่วนช่วงเย็น  จะเปิด ห้องอาหารทั้ง 2 ห้อง  ...  ที่ห้องอาหารไทยห้องเดียวกันกับมื้อกลางวัน  และ   อาหารฝรั่ง   ที่ห้องอาหาร   Palette    สุดสวย ในอาคาร  137 เสาเลย ครับ
แต่ถ้าใครอยากทานอาหารฝรั่งตอนกลางวัน  ก็สามารถ จองล่วงหน้าได้นะครับ
ห้องอาหารทั้ง  2  ห้อง   ตั้งอยู่ในตัวอาคาร   137  เสา  ที่มีอายุเก่าแก่  แต่ได้ปรับปรุงและตกแต่ง ให้เป็น ห้องสมุด   ,  ห้อง Palette   ,   ห้องอาหารไทย (ด้านหลัง)  และ  ห้องดื่มน้ำชา  (บรรยากาศดีมากครับ)















ผมไปทานที่นี่ครั้งแรก  ก็ไปทานอาหารไทย  ที่ด้านหลังอาคาร  137  ครับ  (5/10/2556)
คุณเป้า ผู้จัดการโรงแรม  เป็น ผู้ช่วยแนะนำ อาหาร  ให้ครับ  วันนั้นสั่งมาทานหลายอย่างเลยครับ
ต้มข่าไก่รมควัน .. ไก่สะเต๊ะลือ .. ยำมะม่วงปลาแซลม่อน .. กุ้งข้าวเม่าหมี .. โรตีแกงเขียวหวานไก่ .. แกงคั่วส้มหมู .. แกะพริกไทดำรากบัว  ...  พร้อมข้าวกล้อง  .......  เยอะเลยนะครับ
มีอาหาร  หลายจาน  ที่ผมชอบ ครับ  เช่น

คั่วส้มหมู  ..........   จานนี้ใช้เนื้อหมูสามชั้น  ซึ่งตอนที่ ก่อนเค้าจะยกจานนี้ มาที่โต๊ะ  ผมแอบนึกในใจว่า  มันคงจะเป็น หมูแบบมันเป็นแถบๆ เส้นใหญ่ๆ  และคงมี รสมัน นำหน้า มาแน่นอนเลยครับ  
แต่ ไม่ได้เป็นอย่างที่ผม จินตนาการเลยครับ  ....  เค้าเลือกใช้ เนื้อหมูสามชั้นก็จริงแต่ เค้าคัดเอาเฉพาะ ส่วนที่ มี มัน ไม่เยอะอย่างที่คิดครับ  ....  หมูสามชั้นหั่น และ แล่เป็นแผ่น  ชิ้นขนาดพอดีคำ .. เคี่ยวมาจนเปื่อยนุ่ม  รสชาติเครื่องหมัก เข้าเนื้อดีครับ   ...   วางไว้บน  แกงคั่วส้ม  ที่ น้ำแกง มีรสชาติ กลมกล่อมครบรส  มีรสเปรี้ยวนำหน้าเล็กน้อย   รสชาติออกจะคล้ายๆกับ  แกงเทโพ   มีก้านผักบุ้งไทย ชิ้นกำลังดี สุกนุ่ม รองมาด้านล่าง   ....  แค่เอาน้ำแกง ราดข้าวเปล่าๆ ก็อร่อยแล้วครับ

กุ้งข้าวเม่าหมี  .........   กุ้งแม่น้ำตัวโต สีสวย   ..   ที่ทำมาแบบ สุกกำลังดีเลยครับ  ...  ในหัวกุ้ง ยังคงมี  มันกุ้งที่สุกแบบ ยางมะตูม เยิ้มอยู่ใต้เปลือก  ....  โรยด้านข้างมาด้วย   ข้าวเม่าทอดสีน้ำตาลอมเหลือง  และ เส้นหมี่ทอดกรอบสีสวย   ....  เสิรฺฟมาพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด  คล้ายๆ น้ำจิ้มทะเล  แต่ไม่เผ็ดมาก  ... จานนี้  ผมลงมือ ตักเนื้อกุ้ง แจกให้ผู้ร่วมโต๊ะคนอื่น จนหมด  (ไม่ได้จะเอาใจ เพื่อนนะครับ)  แล้วผมก็ ยกมาใส่จานทั้งหัวเลยครับ  ...  เอา ช้อนซ่อม ง้างเอาขาออก  .. แล้วก็ตักเอา มันกุ้ง ที่ในหัว ที่สุกแบบยางมะตูม  สีส้ม ปน เหลือง  คลุกข้าวสวย ร้อนๆ  .. ราดด้วยน้ำจิ้มที่เสิร์ฟมา  ....  โอวววววว  สุด สุด ครับ

ต้มข่าไก่รมควัน   .........  ปรกติ ต้มข่าเป็นอาหารไทยจานโปรดของผมเลยครับ ไปร้านไหน สั่งมาลองร้านนั้นเลยครับ  ...  ต้มข่าที่นี่ รสชาติ อาจจะไม่จัดจ้านนัก  แต่ ก็อร่อยครับ  ...  ครบเครื่อง ครบรส แต่อาจจะเบาไปหน่อย  สำหรับคนชอบรสจัดจ้านนะครับ  ...  แต่ชามนี้ ซดเป็นซุป ตอนเริ่มต้น  เหมาะเลยครับ  ...  ส่วนที่ทำให้ ต้มข่าที่นี่  น่าสนใจกว่าที่อื่นก็ตรง  การใช้ ไก่รมควัน มาสไลดส์บางๆ แล้ว ใส่ลงไปใน ต้มข่า นี่แหละครับ  ...  รสชาติ และ กลิ่นหอม ของไก่ รมควัน  ช่วยทำให้ จานนี้  อร่อยขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ยำมะม่วงปลาแซลม่อน  .........  เป็นการผสมผสาน ที่ ลงตัวดีครับ  ...  ปลาแซลม่อน สไลด์บาง เอามา คลุกเคล้า กับ  มะม่วงยำแบบไทยๆ  ....   รสชาติของ ปลาแซลม่อน แบบฝรั่ง  กับ ยำมะม่วงแบบไทยๆ   ก็อร่อย  เข้ากันได้ดีครับ



















                             และ เมื่อวานนี้เองครับ  (24/4/2557)  ผมเห็น โฆษณา ของโรมแรม  137  จาก  Facebook  ของเพื่อน  ...  เห็นทางโรงแรม แจ้งว่า มี Executive Chef   คนใหม่ มาเริ่มงานที่โรงแรม สดๆ ร้อนๆ เลยครับ  ...  ผมเลยรีบจัดการโทรนัด ทั้งครอบครัว  แล้วก็ ส่งข้อความไปจองทาง Facebook  ของ คุณเป้า (ผู้จัดการ)  เลยครับ

ห้องอาหารฝรั่งร้านนี้ ชื่อ  Palette  ...  ตั้งอยู่ใน โรงแรม 137  Pillars เลยครับ
การตกแต่ง ทั้งภานนอก และ ภายในอาคารนี้ ต้องถือว่า เนี๊ยบและสุดคลาสสิคเลยทีเดียวเลยครับ
เมื่อวานมาถึง ที่นี่ประมาณ 6 โมงกว่าๆ อากาศตอนเย็นที่นี่ ถึงแม้ ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของเมืองเชียงใหม่  แต่ด้วยความที่ ที่นี่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ  เลยทำให้รู้สึก เย็นสบายขึ้นได้เลยครับ  บรรยากาศในโรงแรมนี้ เวลาเข้ามา แล้วรู้สึกอบอุ่น ไม่วังเวง  ดีจริงๆเลยครับ
ด้านหน้า อาคารเก่าแก่  มี สระว่ายน้ำ และ กำแพงต้นไม้ ที่สูงกว่า 10 เมตร
และ มีเก้าอี้โซฟา วางไว้เป็นจุดๆ  เหมาะอย่างยิ่งกับ การสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ  มานั่งจิบ ก่อนเข้าไปทานอาหาร ซะเหลือเกินครับ
เมื่อวานที่ผมไป เป็นวันแรกๆ ของการทำงานของเชฟ คนใหม่ล่าสุด ที่กำลังจะทำรายการอาหารเมนูใหม่ ในห้องอาหารนี้   แต่ยังไม่ได้ เซ็ทเมนู เพื่อขาย   และโชคดีเหลือเกินครับ ที่ คุณเป้า(ผู้จัดการ)  บอกเชฟให้มาทำ เมนูใหม่ ที่เพิ่งเริ่มทำวันแรก  มาให้ผมและ ครอบครัวได้ลองเลยครับ
ต้องขอบอกว่า   การตกแต่งจาน และ รสชาติของอาหารฝรั่งที่นี่ ไม่แพ้ เชฟฝรั่งเลยครับ
เมื่อวาน เลยเป็น จานอาหารเพื่อให้ลองได้หลายๆอย่าง  อาหารในจานเลย อาจจะดูเล็กไปเล็กน้อย แต่แค่นี้ก็อิ่มแปร้แล้วครับ  ....

















Grape Champagne Jelly   ..........   จานแรก เป็น อาหารเรียกน้ำย่อย .. ประกอบด้วย ปลาแซลม่อนจากนอร์เวย์  หั่นเป็นชิ้น แบบ ลูกเต๋าเล็กๆ คลุกเคล้ามาด้วยซ้อสที่ทำจากส่วนผสมจาก แชมเปญ พร้อม องุ่น และ มะเขือเทศ ที่หั่น เป็นลูกเต๋า แบบไม่เอาเมล็ดหั่น แบบเดียวกัน  ...  รสชาติ ปลาแซลม่อน ผสมผสานกับ เนื้ออง่นเขียว และ มะเขือเทศ และ แชมเปญ  อร่อยแบบ เปรี้ยวเล็กน้อย อมหวาน นิดหน่อย และ ความซาบซ่า ของแชมเปญ ยิ่ง ขับให้ รสของปลาแซลม่อน ลอยเด่นอบอวลอยู่ในปากเลยทีเดียวครับ

Fresh Tuna Carpaccio   ..........   จานนี้ ยกมาถึงต้องถ่ายรูปเลยครับ  จัดจานมาแบบ สสัน ตัดกัน โช้งเช้ง สวยจังเลยครับ  .. ปลาทูน่า ที่คลุกเครื่องปรุงหมักมาแบบรสกลมกล่อม ดีเลยครับ  ...  เสิร์ฟมาพร้อมเห็ดหอมนึ่ง ที่ซอยมาเป็นชิ้นเล็กๆ  และ หัวบีทรูทเชื่อม และ อโวคาโด  ...  รองจานมาด้วย ซ้อสมะขาม รสอร่อย  ....  อร่อยแปลกแบบสดชื่นดีครับ

พอจบจานนี้ เค้าก็ยก   Orange  Sherbet   ตามแบบฉบับ ของธรรมเนียมอาหารฝรั่ง ที่เอาทาน เพื่อมาล้างปาก ก่อนเข้ามาถึง  Main Course

Scared Alaska Scallops and Fresh water Prawn   ..........  อาหารเมนคอร์ส จานแรก เป็น กุ้งแม่น้ำ(ฝรั่ง)  อบ และ หอยเชลส์ อลาสก้า ที่ย่างแบบเกรียมเล็กน้อย เสิร์ฟมาพร้อม มะม่วงกับสัปปะรด หั่นแบบลูกเต๋า ที่ คลุกเคล้าปรุงรสมาแบบลงตัว  เคียงเครื่องมาด้วย เนื้อปูปั้นมากับหอมใหญ่  ... อร่อยครบรสดีครับ

Beef  Tenderloin   ..........  อาหารเมนดอร์สอีกจานนึง เป็น เนื้อสันในย่าง .. เคียงข้างมาด้วย เห็ดหอมย่าง และ วูฟท์เบอรี่  พร้อมด้วย รากบัวบด  ... โรยข้างมาด้วย พาร์ม่าแฮมอบกรอบ  ....  จานนี้แลดูเหมือนจะเล็ก  แต่ว่า มันก็พอดีกับการทาน เมนคอร์ส ของ จานนะครับ













แล้ว มีต่อท้ายด้วยของหวาน  ...  แต่ผมไม่ทานทานครับ เพราะคิดเอาเอง ว่า ของหวานอาจจะไป ทำลาย รสสัมผัส ของ ลิ้น ...  ที่กำลัง รับรส ของ แอลกอฮอลล์ บางๆ  ของไวน์แดง ที่จิบอยู่ ครับ  ....  5555

ขอขอบคุณทางโรงแรม ที่กรุณาลดราคาอาหาร ในวันนี้ ให้ผมด้วยนะครับ  ...  วันนี้คณะผมใช้เวลา ทานอาหารและเดินชม โรงแรมกันอย่างเพลิดเพลิน  ...  เผลอแป้บเดียว หมดไปเกือบ 3 ชั่วโมงเลยครับ  ...
แน่นอนครับ  ราคาอาหารในโรงแรมส่วนใหญ่  มักจะมีราคาสูงกว่า ร้านอาหารนอกโรงแรม เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วครับ  ...  แต่ถ้าอาหารอร่อยแบบนี้   บริการดีๆ แบบนี้
ผมว่าก็คุ้มค่า  เหมาะ กับการพาแขก คนสำคัญ  ไปนั่งชื่นชมบรรยากาศดีๆ  และ ทานอะไรอร่อยๆ   นะครับ

ลองเปิดดู  รายละเอียด ของร้านอาหารและ โรงแรม  137  Pillars House  ใน  Web  ด้านล่างดู นะครับ
 http://137pillarshouse.com/ 

137  Pillars  House
2 ซอย 1  ,  ถนนหน้าวัดเกตุ
ตำบล วัดเกตุ  ,   อำเภอเมือง
เชียงใหม่   50000



แผนที่ร้านอาหารทั้งหมด ที่ผมเขียนแนะนำ ไว้ใน   " แนะนำ ร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ "
https://mapsengine.google.com/map/edit?authuser=0&hl=en&mid=zi7qOsZPeff0.kmjHpvkh5cmM 




ป๋าปึกส์
25/4/2556  

ขอแนะนำ ร้านอาหารร้านโปรด ของผู้เขียน
http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html

ติดตาม การแนะนำ ร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์   ได้ทุกวัน ใน  Facebook   ที่
https://www.facebook.com/SuebsaengSun



วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข้าวซอย สุธาสินี 3 ... ช้างคลาน เชียงใหม่


ข้าวซอย สุธาสินี 3  ...   บนถนน ช้างคลาน  ...   เชียงใหม่  



                                 ทุกครั้งที่ผมเขียนถึงร้าน  " ข้าวซอย "   ... ก็คงต้องเกริ่นนำ เรื่องราวความเป็นมา ของ ข้าวซอย   กันซักหน่อยนะครับ   ....  " ข้าวซอย "    มีถิ่นกำเนิดมาจาก ชาวจีนมุสลิม  ที่อพยพจาก ประเทศจีน ทางตะวันตกเฉียงใต้   ....   เข้ามาตั้ง รกราก ทางตอนเหนือ ของ ประเทศไทย และ ประเทศลาว  ....   ชาวจีนเชื้อสายมุสลิม  กลุ่มนี้  เรียกว่า    " จีนฮ่อ "  .....   เลยทำให้ ข้าวซอย ที่เข้ามาเผยแพร่ใน ภูมิภาคนี้   มีชื่อ เรียกกันว่า    " ก๋วยเตี๋ยวฮ่อ "  
                                 " ก๋วยเตี๋ยวฮ่อ "  จะคล้ายๆกับ  ก๋วยเตี๋ยวแกง ของชาวมุสลิมในภาคใต้ของประเทศไทย  ...  แตกต่างกันก็ตรงที่   เวลาแกง  ก๋วยเตี๋ยวฮ่อ  เค้าจะไม่ใส่   " กะทิ "   ซึ่งทำให้ คนไทยทางภาคเหนือใน ยุคแรกๆ ที่เห็น ก๋วยเตี๋ยวฮ่อ   เรียกอาหารชนิดนี้ว่า   " ข้าวซอย น้ำใส "   
                                  ที่เกริ่นนำมาก็เพื่อจะเข้าเรื่อง  ข้าวซอย ของร้านนี้ นี่แหละครับ ... มี ผู้อาวุโส ชาวจีนฮ่อ  เคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ ข้าวซอย ในภาคเหนือของไทยไว้ว่า   ....  สมัยแรกๆ ที่ชาวจีนฮ่อ นำอาหารชนิดนี้ เข้ามารับประทานกันในประเทศไทย  จะมีเฉพาะ แกงเนื้อ และ แกงไก่ เท่านั้น  ที่สำคัญ ของดั้งเดิม เค้าแกงกันแบบไม่ใส่ กะทิ  ...  พอต่อมา คนไทยที่อยู่ทางเหนือ เริ่มเอาไปดัดแปลง ด้วยการใส่ กะทิ  ลงไปในแกง เพื่อให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น  ....  พอ ข้าวซอย เริ่มได้รับ ความนิยม กว้างขวางขึ้น  จึงมีการเปิด ร้านข้าวซอย กันทั่วทุกหัวระแหง  ....  และ หนึ่งใน ร้าน ข้าวซอย  ที่ดัดแปลง เอา กะทิ ไปใส่ในแกง เป็นเจ้าแรกๆ  ก็คือ  ร้านที่ผมแนะนำ มาในวันนี้ นี่แหละครับ   " ข้าวซอยสุธาสินี "    ครับ
















                                ร้านข้าวซอย สุธาสินี  เป็นร้าน ข้าวซอยมุสลิม แท้ๆ  ....  แน่นอนครับ ร้านนี้เลยมี  ข้าวซอยเนื้อ และ ข้าวซอยไก่  เท่านั้น  (ไม่มี หมู นะครับ)  ...  นอกจากนั้นยังมีอาหารอีกหลากหลายอย่างให้เลือกครับ  ไม่ว่าจะเป็น   ข้าวหมกไก่  ,  ข้าวหมกแพะ  ,  ข้าวแกงกระหรี่  ,  ข้าวหน้าเนื้อ  ,  สลัดแขก  ,  ซุปหางวัว  ,  ซุปเนื้อตุ๋น  ,  สะเต๊ะไก่  ...  ฯลฯ   ......  แต่มาร้านนี้  ที่พลาดไม่ได้โดยเด็ดขาด  ก็คงต้อง   " ข้าวซอย "   ครับ

ข้าวซอยไก่ - เนื้อ  .........   ทันทีที่ยกมาถึง ก็ เรียกน้ำย่อยในท้องผม ให้ส่งเสียงร้องกันระงม แล้วครับ  ...  สีสันของ น้ำแกงข้าวซอย ร้านนี้ นี่ซิครับ  ... เหลืองอมส้ม สวยงาม  ราดมาด้วยกะทิ ขาวมัน มาเล็กน้อย ... โรยหน้ามาด้วยเส้นบะหมี่ทอด  ....  เส้นข้าวซอย ของร้านนี้ นุ่มและเหนียวกำลังดีครับ  ...  ตักน้ำแกง ชิมคำแรก สัมผัสได้ ทั้งกลิ่นและรสชาติ แบบ จีนฮ่อ เลยครับ
เค้าเสิร์ฟมาพร้อมเครื่องเคียง ที่มีทัง ผักกาดดอง .. พริกเจียว ..  หอมแดงสด  และ  มะนาว
ที่พิเศษกว่า หลายๆร้าน ก็คือ   " ผักกาดดอง "   ครับ ...  ผักกาดดอง ของร้านนี้ ดองมาตามแบบฉบับของ จีนฮ่อ แท้ๆเลยครับ  ...  เค็มเล็กน้อย  มีสีสัน และ รสชาติ ของพริกแดงให้สัมผัส แต่ไม่ถึงกับ เผ็ด  ....  ชาว จีนฮ่อ  จะนิยมใช้  ผักกาดดอง ที่ดองเกลือ มาปรุงรสอาหารที่ต้องการให้เค็ม  แทนน้ำปลา ครับ (ในเมืองจีนสมัยก่อน ไม่ใช้ น้ำปลาครับ)  ....  " พริกเจียว "  ...  พริกคั่วที่เอาไปโขลกจนละเอียด เจียวน้ำมัน มาจนเผ็ดได้ใจ  เหยาะลงไปในข้าวซอยซักนิด  สีสันเปลี่ยนเป็นแดงสวยเลยครับ   ... ได้รสชาติเผ็ดมาเล็กน้อย  ใส่ผักกาดดองไผหมดจาน  หอมแดงไปหมดจาน  บีบมะนาว ไปหนึ่งซีก  ....  โอววววววว  ...  อร่อยจริงๆ ครับ

ข้าวหมกไก่   .........  ข้าวหมก สีเหลืองสวย  หอมกลิ่นเครื่องเทศ โชยมาตั้งแต่ยกมาแล้วครับ   ...  ไก่นุ่ม  รสชาติเข้าเนื้อ  โรยหน้ามาด้วยหอมแดงทอด  ...  น้ำจิ้มที่เสิร์ฟมา  เข้ากัน ดี๊ดี  ครับ

ซุปหางวัว   .........   ซุปที่เหมาะกับการซด ให้ลื่นคอ และ เข้ากันได้ดี กับ ข้าวหมก ซะเหลือเกินครับ  ...  ซุปหางวัว  ตุ๋นส่วนหางมาจนเปื่อน ปรุงรสมาด้วยมะนาว โรยพริกขี้หนู ที่ตีมาให้แตก ... เปรี้ยว .. เค็ม .. เผ็ด    แบบลงตัว เลยครับ


















                             มาร้านนี้ทีไร  ผมก็มักจะเริ่มด้วยข้าวซอย ไก่ หรือ เนื้อ .. แล้วมักต่อด้วย  ข้าวหมกไก่  แล้วก็ตบท้าย ด้วย ซุปหางวัว  นี่แหละครับ  ...  แค่ 3 อย่างนี้ ...  ก็อิ่มแปร้ แบบไม่สามารถ  ลองชิมเมนูอื่น ต่อได้เลยซักทีครับ  ...  เลยแนะนำอาหารในร้านนี้ได้แค่  3 รายการ นี้ เท่านั้นเองครับ
                             ร้านนี้อยู่บน ถนน  ช้างคลาน  ....  หากขับรถ ผ่าน  ไนท์บาร์ซาร์  ก็ตรงมาเลยครับ  ผ่านโรงแรม เอมเพรส ... ผ่านสีแยกไฟแดงที่ โรงแรม ล้านนาพาเลส  มาไม่ถึง กิโล  ก็จะมีตึกแถวเป็นแผง อยู่ด้านซ้ายมือ  ...  สังเกตุง่ายๆ ก็คือ  มักจะมี  รถจอด อยู่ริมถนนค่อนข้างเยอะ หน่อย  อยู่ใกล้กันกับร้านข้าวแกง หาดใหญ่โชคดี   ....   ลองดูใน แผนที่ ด้านล่างได้นะครับ
                             ร้านนี้เปิดทุกวัน ตั้งแต่เช้า  ถึง บ่ายสี่โมง เลยครับ  ...  มีบริการจัดเลี้ยง นอกสถานที่ด้วยครับ  .... เลยเอาเบอร์มาฝากด้วยครับ   .....   053-820-544


แผนที่  ร้านอาหารทั้งหมด ที่เขียนแนะนำไว้ใน   " แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ "
https://mapsengine.google.com/map/edit?authuser=0&hl=en&mid=zi7qOsZPeff0.kmjHpvkh5cmM


ป๋าปึกส์  
3/10/2556  

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html

ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook

ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun






วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โจ๊ก ประตูสวนดอก ... ที่ เชียงใหม่

โจ๊ก ประตูสวนดอก  (โจ๊ก และ เกาเหลาเลือดหมู)  ... ก่อนถึง ประตู สวนดอก  ...  เชียงใหม่  


                       โจ๊ก  ถูกจัดว่าเป็น  ข้าวต้มชนืดนึง ที่ใช้  " ปลายข้าว "  นำมาต้มจนเละ  ... เป็นที่ นิยม ของคนไทยเชื้อสายจีน และ คนเชื้อสายจีน ในหลายประเทศ ใน เอเชีย  ...  นิยมนำมา รับประทานเป็น อาหารเช้า หรือ อาหารมื้อค่ำ แทน อาหารหลักบางมื้อ
                        ในเทศกาล ตรุษจีน  ... ชาวจีนในอดีต จะมี ข้อห้ามไม่ให้  กินโจ๊ก ในวันตรุษจีน  ...  เพราะเชื่อกันว่า   เปรียบเสมือน การขัดขวางไม่ให้ตัวเองร่ำรวย  ...  ที่เป็นเช่นนั้น เพราะในอดีต ในประเทศจีน  มีแต่คนที่ ฐานะไม่ดีเท่านั้น ที่จะเอาปลายข้าว มาต้มกิน  (ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย)
                        คำว่า  โจ๊ก  ที่คนไทยเรียกกันมานาน เป็นการเลียนเสียง มาจากภาษากวางตุ้ง  ซึ่ง เรียกโจ๊ก ว่า    " จุ๊ก "   (粥 dzuk)















                        กล่าวนำเรื่องโจ๊กมาหน่อยนึง นะครับ  ...  จะได้เกล็ดความรู้กันบ้าง  ไม่มากก็น้อยนะครับ ...  ร้าน  โจ๊กสวนดอก  ที่ผมแนะนำ ในวันนี้ ไม่ได้มี แค่ โจ๊ก  ที่อร่อยเท่านั้นนะครับ  ...  ยังมี เกาเหลา เครื่องใน และ เลือดหมู  ที่อร่อยไม่แพ้ใครเลยทีเดียวครับ
                       ผมผ่านร้านนี้ มานับร้อยๆ ครั้งแล้วครับ ... แต่ไม่เคยแวะไปทาน ซักทีครับ  ...  เพราะ ช่วงสายๆ เวลาผ่านร้านนี้ทีไร  ก็เห็นรถจอดเต็มหน้าร้านทุกเที่ยวไปครับ   ...  จนมาเจอรุ่นน้อง ที่เห็นผมชอบไปทาน โจ๊กตอนเช้าๆ ที่กาดธานนินทร์  บ่อยๆ  ...  มาบอกผมว่า  ให้ผมลองมาร้านนี้ดูซิครับ  เค้าเปิดตั้งแต่ยังไม่สว่างเลยครับ ....  วันนี้เลย มาแต่เช้าเลยครับ
                       ร้านนี้มาไม่ยากครับ บ้านผมอยู่แถวๆ ซุปเปอร์ ก็ขับตรงมุ่งหน้ามาแยกรินคำ (สี่แยกที่กำลังจะมีศูนย์การค้า  MAYA  กำลังจะเปิดใหม่ สิ้นปีนี้ครับ)  ..  เลี้ยวซ้ายมาเลยครับ  ขับเข้ามาถนนรอบนอกคูเมือง ที่ แจ่งหัวริน  แล้ว ชิดขวา  ...  ยูเทิร์น เข้ามาถนน คูเมืองด้านใน เลยครับ ... แล้วก็เลาะคูเมืองไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึง ประตูสวนดอก (ซัก 100 เมตร ก่อนถึง ประตูสวนดอก)  ...  ชิดซ้ายหาที่จอดรถเลยครับ ... สังเกตง่ายๆ ก็ตรงที่ มีรถจอดหน้าร้านเยอะๆ ตั้งแต่สว่างเลยครับ
















                        ร้านนี้มีชื่อว่า  " โจ๊ก ประตูสวนดอก "   มี โจ๊ก และ ข้าวต้ม มากมายหลายแบบให้เลือกครับ  ...   มีทั้ง  หมู .. ไก่ .. กุ้ง .. ปลา   ....   นอกจากนั้น ยังมี เกาเหลาเครื่องใน และ เลือดหมู  ...  ปาท่องโก๋  กับ นมข้นหวาน  .. ชา  กาแฟ  และ ไข่ลวก  ครับ

โจ๊กหมู ใส่ไข่   .........   โจ๊กร้านนี้ ใช้ปลายข้าวอย่างดีครับ  ต้มจนเปื่อย แต่ยังมีตัว  (บางร้าน เล่นเอาปลายข้าว ไปปั่นในเครื่องปั่น แล้วเอาไปต้ม .. ยังไม่พอครับ ใส่แป้ง ลงไปต้ม เพื่อให้เหนียวอีกด้วยครับ) ...  หมูสับ ก็ปรุงรสมากลมกล่อม  ...  ไข่ที่ใส่มา ก็ลวกสุกกำลังดีครับ  ...  เติมน้ำส้มพริกดอง เหยาะซีอิ๊วขาว ซะนิดนึง .. ฉีก ปาท่องโก๋  ใส่ซะหน่อยนึง  .....  โอววววววว  ...  โหววววว  เส็ก  เลยครับ

เกาเหลาเลือดหมู ไม่ไส้ ไม่เพาะ  .........   ที่ผมสั่งแบบนี้ ก็เพราะ  ไส้ กับ กระเพาะ สำหรับผม มันเคี้ยวยากครับ ....  55555  ...  ก็คนเริ่มมีอายุ  ระบบย่อย ต้องดูแลรักษาให้มันใช้ได้นานๆหน่อยครับ
เกาเหลา ใส่เครื่องในมาชิ้นกำลังพอดีคำ ครับ ... ม้าม .. ตับ .. เซี่ยงจี๊ .. หมูชิ้น .. หมูสับ  ... สุกกำลังดีครับ  ... เลือดหมู สุดยอดครับ ให้มาเยอะดีครับ  ....  น้ำแกงหวานดีครับ มีกลิ่นคล้ายๆเห็ดหอม ลอยมาจากน้ำแกง หอมชื่นใจดีครับ  ... รองมาด้วย ผักจิงจูไฉ่  ....  เสิร์ฟ มาพร้อมกับ น้ำส้มพริกตำ ที่อร่อยลงตัวดีครับ ... เอาน้ำส้มพริกตำ ใส่ลงในชามซักช้อนนึง  เหยาะซีอิ๊วขาว ซักหน่อยนึง .. พริกไท เยอะหน่อย ... อร่อยเหาะเลยครับ
ส่วนน้ำจิ้มที่เหลือในถ้วย  ก็เหยาะ น้ำปลา และตัก พริกป่น ลงไปคนในถ้วยน้ำจิ้มให้ทั่ว  แล้ว เอาไว้จิ้มกับเครื่องใน ........ โอววววววววว  ....  เอามาอีกที่ นึงครับ


















                          นอกจากทานที่ร้าน แล้ว ผมยังซื้อใส่ถุงมาฝาก ภรรยา ลูก และ ลุงป้า ที่ดูแลบ้านอีกคนละอย่าง คนละถุงด้วยครับ  ...  ทั้ง เกาเหลา  ,  โจ๊กหมู  ,  โจ๊กปลา  .....  พอถึงบ้าน ก็แบ่งแจกจ่ายใส่ถ้วยเรียบร้อย  แถมแอบชิม โจ๊กปลา  เข้าไปด้วย  ....  อร่อยเลยครับ  ปลาสด ดีครับ  .... เที่ยวหน้าต้องไปลอง ร้อนๆ ที่ร้านซักชามครับ
                          ร้านนี้เปิดตั้งแต่เชาตรู่เลยครับ  ... เปิดทุกวันไม่มีวันหยุดครับ  ...  ลองแวะไปชิมกันดู นะครับ  .......  อ้อ .....  ราคา ถูกด้วยครับ






ป๋าปึกส์
1/10/2556

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2011/05/tengoku-de-cuisine.html

ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun


วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

สวนอาหาร กวางตุ้ง .. อำเภอแม่สอด .... ตาก

 สวนอาหาร กวางตุ้ง ... ที่ อำเภอแม่สอด  ....  จังหวัด ตาก  
 เลยตลาดสดพาเจริญ  ตรงกันข้าม  สำนักจัดหางานแม่สอด
โทร   055-532-030   และ  055-533-179














                     
เมื่อวัน ศุกร์ ที่ผ่านมา ผมเดินทางไปเที่ยว อำเภอแม่สอด (ที่ไม่ได้ไปมากว่า  20 ปีแล้วครับ)
จากการเชิญชวน ของเพื่อนรุ่นน้อง ที่ทำโรงโม่หิน  อยู่ที่ แม่สอด  และ ยังเป็นหนึ่งใน นักทาน ตัวยง คนนึง เลยทีเดียวครับ  ...  แถมยังเป็น คนชอบทำอาหาร เหมือนกันกับผม  และ  มีอะไรที่คล้ายๆกัน ก็ตรงที่  ถ้ารู้ว่า ที่ไหนมีอะไรอร่อย  ต่อให้ไกลแค่ไหน ก็ดั้นด้นไปชิม ให้จนได้เลยครับ

                       แม่สอดเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ต่างกันกับ วันนี้ โดยสิ้นเชิงครับ  ...  สมัยก่อนตอนที่ผมมา เป็นเพียงแค่ อำเภอ ที่มีจุดผ่านแดนเล็กๆ จุดนึง
แต่ก็ถือว่า เป็นแหล่งใหญ่ที่สุด ที่มีการนำเข้า ของเก่า (antique) จากประเทศพม่า  ...  จนเป็นที่ๆ นักสะสมของเก่า แวะเวียนไปเป็นประจำครับ

เวลาผ่านมา 20 กว่าปี ...  ของเก่า (antique) ก็เริ่มเก่าไม่ทันกำลังซื้อ  เริ่มลดน้อยลงทุกวัน  ...  แต่ก็ไม่ได้ทำให้ แม่สอด เงียบเหงา ซบเซา ลงเลยครับ
อันเนื่องมาจาก  การเริ่มเปิดประเทศ ของ พม่า (เมียนม่าร์)   ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว  มีการสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่ชายฝั่งอันดามัน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวง ในการส่งออกของไทยเรา เป็นอย่างยิ่งครับ  ...  ก็ ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันนี้ อยู่ไม่ไกลจากชายแดน แม่สอดเลยครับ
                     
การพัฒนา ของ แม่สอด เป็นไปแบบ   " สายฟ้าแลบ "   กันเลยทีเดียวครับ  ...  ในแต่ละวัน จะเห็นว่า ตลอดเส้นทาง มีการก่อสร้าง ทั้งตึกแถว ทั้งศูนย์การค้า และ เริ่มมีรถคอนเทนเนอร์ บรรทุกสินค้า ต่างเรียงราย มุงหน้าเข้าสู่ แม่สอด อย่างไม่ขาดสายเลยครับ .... ตึกแถว , หมู่บ้าน , คอนโดมิเนี่ยม เริ่มผุดตัว และ ขายดิบขายดี จนแทบไม่มีเหลือเลย  ซักโครงการกันเลยทีเดียวครับ


















                         
ผมมาถึงแม่สอด วันศุกร์ ก็เย็นแล้วครับ  เลยมุ่งหน้า ไปหาของเก่ามาแต่งบ้าน ชิ้นสองชิ้น  จนมืดเลยครับ
เย็นวันแรก คุณแม่เพื่อน ทำกับข้าวรอพวกผม ไว้ที่บ้านแล้วครับ   อาหารอร่อยมากเลยครับ
แกงป่าเนื้อ ของคุณแม่ ทำเอาผมเติมข้าวไป 2 ครั้งเลยครับ  ...  จัดว่าเป็นแกงป่า ที่หาตัวจับ ยากเลยครับ
เอาละครับ  มาว่าเรื่อง ร้านอาหารที่ผมจะแนะนำ เลยดีกว่าครับ  ...  ตอนเช้าเพื่อนรุ่นน้อง คนเดิมพาไปชิม  " ข้าวมันไก่ "   ร้านอาหารที่เปิดกันตั้งแต่เช้าเลยครับ   ไปตระเวนชิม แล้วผมไม่ค่อยชอบครับ เลยไม่เขียนแนะนำครับ  ....  ไก่ต้ม  ที่เมืองนี้ หลายๆร้านเค้านิยมเอาไก่ไข่ ที่ปลดระวาง  มาต้ม ทำ ข้าวมันไก่ครับ  .... ไม่ชอบก็เลย ขออนุญาตไม่เขียน แนะนำ ครับ
                         
แต่พอมามื้อเที่ยง นีซิครับ  .....  ไม่แนะนำ ไม่ได้เลยครับ  ...  แถมยังต้องบอกว่า
" ไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาด "    .....   เลยทีเดียวครับ  ...

" สวนอาหาร กวางตุ้ง "  ครับ .
ร้านนี้ ผมกล้ายืดอก บอก เลยครับว่า   เป็นอาหารจีน ที่อร่อยที่สุดในอำเภอ แม่สอด ครับ 
ไม่ใช่แค่เพียงร้าน ร้านนี้เป็นร้านอาหารจีน ร้านเดียว ในอำเภอนะครับ
ด้วยคุณภาพ และ ความอร่อย ... สถานที่ กว้างขวาง ใหญ่โต  ขนาดเดินเข้าไปในร้าน นึกว่า อยู่ในร้านอาหารใหญ่ๆ ในเมืองจีน กันเลยทีเดียวครับ  
ร้านนี้เป็นร้านที่ เชิดหน้าชูตาอีกร้านนึง ของเมืองนี้เลยครับ  ไม่ว่าจะเป็น  แขกบ้านแขกเมือง  หรือ แขกระดับไหนก็ตาม พามาเลี้ยงรบรองที่นี่ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ
รายการอาหารเยอะแยะ ไปหมดครับ  ....  แต่ที่เพื่อนผม สั่งมาให้ทาน ก็ อร่อยทุกจานครับ
















ไส้หมูทอดกรอบ
  ..........   ไส้หมู ที่ล้างมาแบบ  ไหลน้ำ  แล้ว  ผึ่งแดด มาอย่างดี
ทอดมาจน สีสวย กรอบ  .... เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้ม ซีอิ๊วดำ และ น้ำจิ้ม 3 รส
อร่อย หรือ  หิว ไม่ทราบแน่ชัด ครับ  ...   ก็พอ  วางปุ้บ   หมด ปั๊บ  ...   แบบไร้ร่องลอย  เลยครับ

************************

ซีโครงหมูทอด    ..........   ชื่อของ  รายการอาหาร เมนูนี้  ดูเหมือน ธรรมดาๆ .. แต่ไม่ธรรมดา เลยครับ
ซี่โครงหมู ที่หมักมาเข้าเนื้อ  รสชาติดี  แถม  เนื้อซี่โครงนุ่มนวล แบบเหลือเชื่อ
ชุปแป้งทอด  มาซะกรอบ แบบน่าทานจริงๆ ครับ   ....   จานนี้ สั่งมา  ทานเล่นๆ  ได้เลยครับ
หากมี  เด็กๆมาด้วย   ...   จานนี้ห้ามพลาด  ครับ

************************

หมูสามชั้นนึ่ง หนั่นโถว  ..........   เนื้อหมู สามชั้น ติดมันชิ้นใหญ่   เคี่ยวมากับน้ำพะโล้  ได้เวลา และ รูปร่างหน้าตา    น่าทานซะเหลือเกินครับ  
พอตักเข้าปาก   ...  ได้กลิ่นหอมของเครื่องยาจีน   แค่เคี้ยว ก็แทบละลายในปาก  เลยทีเดียวเชียวครับ
รสชาติ   เป็นแบบสไตลส์  กวางตุ้ง  ....    ออกจะ จืดกว่า ขาหมูพะโล้ไทย  เล็กน้อยครับ
รองด้านล่าง หมูสามชั้น  มาด้วย   ผักดองแบบจีน
ทาน  ขาหมู + ผักดอง  แกล้มกับ หมั่นโถว ร้อนๆ ที่แป้งนุ่มเหนียวกำลังอร่อย
โอววววววว  ........     อร่อยจน  นึกว่าตัวเอง เป็น ขุนทัพของ ฉินซี เลยหละครับ
ขาดแต่ นางรำ มาฟ้อนให้ชม เท่านั้นเองครับ  ....  55555

************************

พริกหยวกยัดไส้   .........  ถ้าถามผมว่า ชอบอาหารจานไหนที่สุดในร้านนี้
จานนี้นี่แหละครับ  ....   จานนี้ เป็น หนึ่งในสอง จานโปรด ของผมเลยครับ
พริกหยวก ไซด์กำลังดี  หั่นครึ่ง  เอาเม็ดพริกออก  ..... ใส่ไส้มาด้วย (ขอเดานะครับ ไม่ได้ถามเค้ามาครับ ... อิอิ)    กุ้งสับ และ หมูบด ปรุงรส
รสชาติ  ของ  ไส้ ที่ใส่มา ช่างกลมกล่อม อร่อยซะเหลือเกินครับ
ตัดกับ รสเผ็ดแบบดัดจริต  ของเปลือกพริกหยวก  ที่ให้รสเผ็ดนิดๆ  แหลมออกมา ...  ลงตัว จริงๆ ครับ
จานนี้     ไม่ควรพลาด  โดยเด็ดขาดเลยครับ

















ซุปฟักเขียว  ..........   นี่ก็เป็นอีกจานนึง ที่ผมบอกว่าเป็น หนึ่งในสองจานโปรด ของร้านนี้ที่ผมชอบที่สุดครับ
จานนี้ผมไม่แน่ใจว่า ผมเรียกชื่อถูก  รึเปล่านะครับ  ...  เพราะเพื่อนผมเป็นคนสั่งให้ครับ
ซุปฟักเขียว ที่ต้มจนฟักเปื่อย  ....   แล้วน่าจะเอาฟักที่เปื่อย ไปตี หรือไปปั่น  ...  จนน้ำซุป เป็นแบบ ซุปข้น เลยครับ
ใส่มาด้วย กุ้งตัวน้อยๆ และ เนื้อหมูต้มที่หั่นมาเป็นลูกเต๋าเล็กๆ  เข้ากันดีเหลือซะเกินครับ
พอได้ซด น้ำซุป   ....   สัมผัสได้ ถึง รสชาติ ของฟักเขียวเต็มๆ ครับ  ชื่นใจจริงๆ เลยครับ
อร่อยจนผมเติมซุป ถึง 3 ครั้งเลยครับ  ...  แถมยังใส่ถุงกลับบ้านอีกต่างหากครับ

**************************

เผือกยัดไส้ทอด  .........   ตอนยกมา เห็นรูปร่างหน้าตาแล้ว  ดูไม่ต่างกันกับร้าน ติ่มซำ ที่เมืองจีนเลยครับ  แป้งที่ชุปก้อนเผือกมา  ฟูฟ่อง น่าทานเลยครับ
ไส้เผือกที่อยู่ด้านใน ก็รสดีเลยครับ  ไม่หวานจนเกินไป  เหมือนร้านติ่มซำ ทั่วๆไปครับ

**************************

ลูกชิ้นกุ้งสาหร่าย  .........   ตอนได้ยิน น้องๆ  ที่ร่วมโต๊ะ   สั่ง รายการนี้ ก็จินตนาการ ไปเป็น ลูกชิ้นสาหร่ายแบบร้านสุกี้ตามห้าง
แต่ไม่ได้เป็น แบบที่ผมคิดครับ   .....   ที่นี่เค้าใช้   ลูกชิ้นกุ้งที่ ปั้นเป็นแท่งกลมเรียว ห่อ มาด้วยสาหร่าย เอาไปทอดครับ ... รสชาติดีเลยครับ  แกล้มกับ เบียร์เย็นๆ  ท่าจะดีครับ

***************************

ผักน้ำกระเทียม  .........  ตามที่ดินบนภูเขา รอบๆ อำเภอแม่สอด เป็นแหล่ง ปลูกผัก ที่ใหญ่ ระดับต้นๆ ของประเทศไทย เลยหละครับ  ....  แค่เอา  ผักน้ำสดๆ  ผัดมากับกระเทียมสับ  ...  อร่อยเลิศแบบ กรีดปลายนิ้วโป้ง  แบบ คุณป้านักชิมทาง  ทีวี    กันเลยทีเดียว  ครับ

***************************














เส้นใหญ่ ราดหน้าหมู   ..........    มื้อนี้เราไม่ได้สั่ง ข้าว มาเลยครับ  ... ก็ลองย้อนดูรายการอาหาร ที่เราสั่งกันมาด้านบนซิครับ   ... เราสั่งมาทั้งหมด 9 อย่าง ทานกัน 6 คน  .... ทานข้าวกันไม่ไหวแน่ๆครับ  .... เลยตบท้ายด้วย  ราดหน้า  ซึ่งตอนแรกที่ยกมา (ยกมาเป็นจานสุดท้าย)   เกือบจะให้เอาไป ใส่ถุงกลับบ้าน อยู่แล้วครับ  ...
เพราะเท่าที่สังเกตุ  ทุกคนเริ่มวางตะเกียบ วางช้อน  กันแล้วครับ  ....  แต่พอผม ถ่ายรูปอาหารเสร็จ เด็กเสิร์ฟ ก็ไปตักแบ่ง และยกมาเสิร์ฟคนละถ้วย
พอทุกคนตักเข้าปากเท่านั้นหละครับ  ต่าง เงยหน้า มามองซึ่งกันและกัน  แล้วก็ก้มหน้าก้มตา ฟาดซะต่อ กันแบบไม่มีอะไรเหลือเลยครับ  ...
เส้นใหญ่ที่ผัดมา  ...  ใหญ่และนุ่มเหนียวกำลังดีครับ ... หมูหมัก ก็นุ่ม ... น้ำผัด ก็แทบไม่ต้องปรุงอะไรเลยครับ  ......  จานส่งท้าย อร่อย จนทำให้ มื้อนี้  จบลงแบบ บริบูรณ์ และ สวยงามเลยครับ

ใครมา แม่สอด  ผมขอแนะนำร้านนี้เลยครับ  และ ยังกล้ายืนยันว่า เป็น ร้านอาหารจีน  ที่อร่อยที่สุดในเมือง  แม่สอด  เลยครับ
โทรจองที่นั่ง ซักหน่อยก็ดีนะครับ   ที่    โทร   055-532-030   และ  055-533-179





ป๋าปึกส์  
29/09/2556  

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html


ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun













วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

Cafe de Nimman ที่ ศิริมังคลาจารย์

Cafe de nimman  ...  ร้านใหม่  ที่   ศิริมังคลาจารย์  ซอย 13  .....  เชียงใหม่















                               ถ้าเอ่ยถึงชื่อ  Cafe  de  nimman   ....  หลายๆคน คงคุ้นหู อยู่แล้วนะครับ ...  ร้านนี้เปิดมานานหลายปีแล้วครับ  ผมเองก็เป็นลูกค้าประจำ ร้านนี้มาตั้งแต่ต้นเลยครับ ... ตั้งแต่สมัยที่เปิดอยู่ริม ถนน นิมมานฯ  ฝั่งตรงกันข้ามกับ  Warm  Up  (ผับชื่อดัง  ที่ปลุกความมีสีสัน และ ชีวิตชีวา ของย่านนี้เลยครับ)  .....  จนมาเมื่อไม่นานมานี้   ทางร้าน Cafe de nimman   หมดสัญญาเช่า จากที่เดิม  ก็เลยย้าย ร้าน มาอยู่ที่ร้านใหม่ ที่ไม่ไกลจาก ที่เดิมเท่าไหร่นักครับ  ...
ร้านใหม่ตั้งอยู่เกือบสุดซอย ในซอยศิริมังคลาจารย์ 13 ครับ  ....  อธิบายทางแบบง่ายๆ ก็คือ  หากเข้ามาจาก สามแยกบนถนนห้วยแก้ว  ตรงมาจนถึงซอยสุดท้าย ด้านซ้ายมือเลยครับ  แต่ยังไม่ถึง เขตของคณะแพทย์ ม.ช. นะครับ

















                                 ผมได้รับการชวนเชิญ จากเจ้าของร้าน(ที่น่ารักทั้งคู่)  ให้มาชิม  ตั้งแต่ช่วงที่ย้ายมา เปิดร้านใหม่ๆ เลยครับ  ...   แต่ก็ติดธุระ ไม่ได้มาร้านใหม่ร้านนี้ ซักทีครับ  ...  จนมาเมื่อวานนี้ ผมนัดกับ คุณพิม จากหนังสือ City Life  เพื่อจะไปตระเวนชิมร้านอาหาร ที่มีผู้อ่านแนะนำมา ...  เมื่อวาน ฤกษ์ ไม่ค่อยดีครับ  ตั้งแต่ออกจากบ้านแล้วครับ  ออกมาก็ ฝนเทลงมาแบบ มองไม่เห็นทางเลยครับ  ... พอไปถึงร้านที่จะไปชิมกัน  (ใกล้ๆ หมูกระทะเกาหลี ริมคูเมือง)  ....   ร้านเค้าปิดไฟมืดเลยครับ  ลงไปดูปรากฏว่า ร้านเค้าปิดร้านทุก วันจันทร์ครับ   ....   ผมก็เลยเสนอร้านที่ ผมตั้งใจว่าจะมาทาน นานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสซักที  ...   วันนี้เลยชวน คุณพิม พร้อม ภรรยาผม มาที่    Cafe de nimman     ซะเลยครับ (ปรากฏว่า ร้านนี้ก็เป็นร้านโปรด ของคุณพิม เช่นกันครับ)
                                 ร้าน  Cafe  de   nimman   ตกแต่งง่ายๆ แต่ดูดี  น่านั่ง  บรรยกาศโปร่ง มีทั้ง  Open air  และ ในห้องที่มีแอร์ ครับ  ...  หน้าฝน หรือ หน้าหนาว  แนะนำว่าหากมาตอนเย็นๆ  ควร นั่งข้างนอก เลยครับ  ...  บรรยากาศโดนเลยครับ  เจ้าของร้านตกแต่งด้วยตนเอง สัมผัสได้ถึงความตั้งใจ  การประดิษฐ์ประดอย ในรายละเอียดต่างๆ  ได้ลงตัวดีครับ
                                 เมื่อวาน ตรงกับวันจันทร์  ... กว่าผมจะไปถึงร้านนี้ ก็เกือบ 2 ทุ่มแล้วครับ  ฝนก็ตกหนัก  ....    ขนาดฝนตก และ ตรงกับวันจันทร์นะครับ  พอมาถึงหน้าร้าน เหลือบเข้าไปมองในร้าน  ...  โอวววว   ..  แขกเต็มเกือบทุกโต๊ะเลยครับ  ... แสดงว่า ลูกค้าเก่าๆ (รวมทั้งผมด้วย  กลับมาร้านนี้แล้วครับ  ...  แล้วคุณละครับ ไปรึยังครับ)  ...  ที่จอดรถข้างร้าน มีที่จอดพอสมควรเลยครับ  ... พอจอดรถเดินฝ่าฝนมา ก็เจอ คุณแหม่ม - คุณโก้  เจ้าของร้าน นั่งอยู่กับลูกค้าหน้าร้าน  ... ทักทายกัน ดีอกดีใจกันใหญ่เลยครับ  (เราไม่เจอกันหลายเดือนแล้วครับ)  ... น้องทั้งคู่ก็เลย ช่วยหาโต๊ะให้เรานั่งจนได้เลยครับ















                                พอนั่งโต๊ะกันเรียบร้อย  ... ผมก็จัดการสั่งของโปรดของผมก่อนเลยครับ  ผมสั่ง  แกงส้มชะอมทอด  ...  คุณพิม สั่ง แกงเขียวหวานปลาหมึกยัดไส้  (คุณพิม เป็นคนบอกผมว่า อร่อยที่สุดในโลกครับ .. 5555) ... ภรรยา ผมสั่ง ป่อเปี๊ยะไส้ผักขม .... เราไปกัน 3 คน ล้วนมี เมนูโปรดกันทุกคนครับ ...  แล้วหลังจากนั้น ก็สั่งอีกหลายเมนู ตามมาครับ  อาหารร้านนี้อร่อยหลายอย่างครับ

แกงส้มชะอมทอด  ..........   แกงส้มจานโปรด ที่ผมไม่เคยพลาดครับ  น้ำแกงเข้มข้น จัดจ้าน แต่ไม่ถึงขนาดเผ็ด  อร่อยจน ตอนสั่งผมเน้นย้ำเลยครับ ว่า ขอน้ำแกงเยอะๆครับ  ...  น้ำแกงของแกงส้มร้านนี้  อร่อยจน  ผมซด น้ำแกง หมดเกลี้ยงชามทุกครั้ง เลยครับ  ....  ส่วน ชะอม ทอดหนาแน่น และเข้ากันกับแกง ได้ดีซะเหลือเกินครับ

แกงเขียวหวาน ปลาหมึกยัดไส้  ..........  จานนี้ คุณพิม เป็นคนแนะนำผมว่า  เป็นแกงเขียวหวานปลาหมึกยัดไส้ ที่อร่อยที่สุดในโลก .. ผมเองยังแกล้ง ถามกลับไปว่า  " ไม่ค่อยมีคนทำรึเปล่า เลยอร่อยที่สุดในโลก ?  5555 "  ...  แต่ ... แต่ ... แค่พอตักชิมเท่านั้นเองครับ ... ร้อง  " โอววววววว "   กันเลยทีเดียวเชียวครับ  อร่อยสมคำเชื้อชวนของคุณพิม เลยครับ ... น้ำแกงเข้มข้นแตกมันสวย ปลาหมึกตัวน้อยๆ ยัดไส้มาด้วยกุ้งสับ  อร่อยได้ใจจริงๆครับ  ...  อร่อยจน ผม และ คุณพิม สั่งใส่ถุงกลับไปทานที่บ้าน คนละชุดเลยครับ

ป่อเปี๊ยะ ไส้ผักขม  .........   ฟังชื่อรายการอาหาร ที่ ภรรยาผมสั่ง ยังจินตนาการว่า คงเป็นคล้ายๆกับ ร้านอาหารฟิวชั่นทั่วไป ที่กำลังนิยม เอาอาหารฝรั่ง มา ผสมปนเปกับอาหารไทย ....  เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้ม อะไรผมจำไม่ได้ครับ  เพราะพอผมกัดชิมคำแรกเท่านั้น  ผมไม่มองน้ำจิ้มเลยครับ  ฟาดซะหมดจาน แล้ว สั่งมาเพิ่มอีกหนึ่ง ครับ  .... ไส้ผักขม อบมาสุกอร่อย  หุ้มด้วยแป้ง ป่อเปี๊ยะ ที่ทอดมากรอบอร่อย

เห็ดย่าง จิ้มแจ่ว   ..........  จานนี้ พอเด็กยกมาเสิร์ฟ  ก็เล่นเอาพวกเรา ร้อง  WOW   กันเลยครับ  สวยน่าทานมากครับ   เห็ดหลายชนิด ย่างมาสีสันงดงาม  มาพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว รสชาติครบรส ....  เข้ากันกับเห็ดย่างได้ดีเลยครับ
  














                          หลายคนอาจสงสัยว่า  วันนี้เราไปกัน 3 คน  ทำไมสั่งแค่ 4 อย่าง ...  ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ  เราสั่งเบิ้ลไป  เกือบทุกอย่าง ทั้ง แกงส้ม และ แกงเขียวหวาน และ ป่อเปี๊ยะ  ... ขนาดอย่างละ 2 นะครับ  แต่ผม ก็ทานจนเด็กหลังร้านไม่ต้องล้างชามกันเลยหละครับ  ...  ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมไวน์ ที่ทางร้านเลือกมาขาย   ไวน์แดงตัวนี้ เข้ากับอาหารที่ร้านดีจังเลยครับ  ที่สำคัญราคาไม่แพงซะด้วยครับ
                           ยังมีรายการอาหารอีกหลายอย่างที่อร่อย  ไม่ว่าจะเป็น  ต้มยำ ซี่โครงหมูอ่อน น้ำใส  ,  ปลาแซลม่อนแช่น้ำปลา  ,  ข้าวผัดปลาเค็ม  ,  ข้าวมันส้มตำ , ปลาทอดน้ำปลา  ฯลฯ
ที่สำคัญ   ราตา อาหารร้านนี้  สมราคาครับ  ไม่แพง ครับ .....  ลองแวะไปชิม ร้านอรอ่ย ร้านเก่า ในที่ใหม่  กันดู นะครับ  .....   อร่อยยิ่งกว่าเดิม ซะอีกครับ


ร้านนี้ ตั้งอยู่เกือบ สุดซอย ศิริมังคลาจารย์ 13  
เปิดตั้งแต่  11.00 น.   ถึง   23.00 น.  
โทร    053-218-405





ป๋าปึกส์
17/09/2556

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2011/05/tengoku-de-cuisine.html

ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun







วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

แยงซีเกียง ... อาหารจีน ที่ นิมมานฯ 5 ... เชียงใหม่

แยงซีเกียง  ...   ร้านอาหารจีน สไตลส์กวางตุ้ง  ที่   นิมมานฯ ซอย 5    ...   เชียงใหม่














                             หากเอ่ยถึง  " อาหารจีน "  แล้ว  มีมากมายหลายหลากสไตลส์ ขึ้นอยู่กับ แหล่งที่มา และ ภูมิภาค ....  ในสมัยก่อน  เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว  (สมัยที่เริ่มสร้างกำแพงเมืองจีน เลยครับ)  มีการบันทึกไว้ว่า  อาหารจีนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทเท่านั้นครับ  คือ
อาหารจีนทางเหนือ  และ อาหารจีนทางใต้
                              พอเวลาล่วงเลยมายุคที่ ต่างชาติเริ่มเข้ามา ทำมาค้าขาย กับ ชาวจีน มากขึ้น .. จึงเริ่มมีการเปิดร้านอาหาร ในหัวเมืองใหญ่ๆ  ที่ต่างชาติเข้ามาค้าขาย มากขึ้น   ... จึงเริ่มมีการแบ่ง ประเภท และ  ตระกูล  ของที่มาของแหล่งกำเนิดอาหารนั้นๆ   แบบ ชัดเจนมากขึ้น
จนพอสรุป  ประเภทของอาหารจีน  แยกเป็น  8  ตระกูลอาหาร    ได้ดังนี้ครับ

:  อาหาร กวางตุ้ง    :   อาหาร ซันตง   :   อาหาร เจียงชู     :   อาหาร เสฉวน    
:  อาหาร อันฮุย      :    อาหาร ฮกเกี้ยน    :    อาหาร หูหนัน     :  อาหาร เจ้อเจียง














                             ร้าน  แยงซีเกียง  ที่นำมาแนะนำในวันนี้ เป็นอาหารจีน ที่เมนูส่วนใหญ่เป็น อาหารที่อยู่ใน  ตระกูลอาหารจีนแบบ  กวางตุ้ง  .
อาหารจีนแบบกวางตุ้ง  ...   เป็นที่นิยมกว้างขวางไปทั่วโลกครับ  ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารจีน ใน อเมริกา , ยุโรป , ออสเตรเลีย  และ ภูมิภาคอื่นๆ  ....   อาหารกวางตุ้ง มักจะได้รับความนิยม มากกว่า อาหารจีนตระกูลอื่นๆ  ...  รวมไปถึง ประเทศไทยด้วยครับ
อาหารกวางตุ้ง  ...  มีหลายๆ จานที่เราคุ้นเคยครับ  เช่น   เป็ดย่าง , หมูแดง , หมูหัน , ติ่มซำ , ก๋วยเตี๋ยวหลอด  ฯลฯ

                             ร้านนี้ ตั้งอยู่ระหว่าง นิมมานฯ ซอย 5  และ  นิมมานฯ ซอย 7  ครับ  .... ถ้าเข้ามาถางต้นถนน ซอย 5 ก็ซักประมาณ  200 เมตรได้ครับ  อยู่ฝั่งซ้ายมือ ตรงข้ามกับ ร้านไอศครีมร้านอร่อย  " ไอศครีมกดกริ่ง "   ครับ
เปิดบริการทุกวัน  2 ช่วงเวลาครับ   ...   11.30 น.  -  14.30 น.    และ   18.00 น.  -  22.00 น.
โทร    053 - 275 - 433  ถึง  4













                            ร้านนี้ช่วงเวลากลางวัน  จะมีเมนู  ติ่มซำ  ....   ติ่มซำ เป็นอาหาร กวางตุ้งแท้  ที่ชาวจีน นิยมทานกัน  ตั้งแต่เช้ากันเลยครับ  ...  หากใครไปเที่ยว ฮ่องกง  แล้วมีเพื่อนชาว ฮ่องกง ชวนไปทานอาหารเช้า  ...   เค้ามักจะเอ่ยชวนว่า  ไป  " หยำฉ่า "   กันมั้ย  .....
หยำฉ่า   หมายถึง  ดื่มน้ำชา ครับ  ..  ชาวฮ่องกง  นิยมดื่มน้ำชา ในตอนเช้า พร้อมทาน ติ่มซำ เป็นอาหารเช้าไปพร้อมกันครับ  ...  เมนู ติ่มซำ ร้านนี้ ก็คล้ายกับ เมนู หยำฉ่า ของฮ่องกง เลยครับ  มีเกือบครบทุกอย่างครับ
                             ส่วนตอนเย็น  ก็จะไม่มี รายการติ่มซำ  แต่มีรายการอาหารจีน สไตลส์กวางตุ้ง  ให้เลือกอีกมากมายครับ  ไม่ว่าจะเป็น   ปลาสดๆ จะนึ่ง หรือ ทอด  ,  ซุปนานาชนิด รวมไปถึงหูฉลาม , เป็ดปักกิ่ง , หมูหัน , เป็ดย่าง , หมูแดง , เป๋าฮื้อ , เนื้อผัด ....  ฯลฯ
                             ผมขอเลือกแนะนำ  รายการอาหาร ที่ผมชอบแล้วกันนะครับ ...  โดยรวมกันไป ทั้งกลางวัน และ เย็นเลยครับ


ก๋วยเตี๋ยวหลอด   .........   แป้ง สูตรของทางร้านเอง ทำเอง  แผ่นใหญ่  นึ่งมา  นุ่มเหนียว และ ความหนา กำลังดี   ..  มี ไส้ ให้เลือกหลากหลายไส้ครับ    ทั้ง ไส้กุ้ง , ไส้หมูแดง  และ ปลา   ....    ราดมาด้วย ซ้อสแบบ น้ำซีอิ้วปรุงรส  รสชาติกลมกล่อม เข้ากับแป้งดีครับ

เผือกทอด   .........    เผือกเนื้อนุ่ม  ทอดมา ด้วยแป้งฟูฟ่อง  รสชาติของเผือก หอม มีรสชาติของเผือกสุก   หวานนำหน้าเล็กน้อย อร่อยดีครับ

เป็ดปักกิ่ง    .........    นักทาน นักชิม ทั้งหลาย ต่างกล่าวกันว่า    
เป็ดปักกิ่ง ที่  อร่อยที่สุดในโลก  ไม่ได้ อยู่ที่   ปักกิ่ง  ครับ  
บ้างก็ว่า ที่  ฮ่องกง  บ้างก็ว่า ที่เมืองไทย บ้านเรา  ... ที่เค้าว่า กันอย่างงั้นก็คงเป็นเพราะ   ความไม่คุ้นเคย กับ เป็ดปักกิ่ง จากต้นตำรับ มั้งครับ  ...   เพราะที่ปักกิ่ง ในร้านดังเก่าแก่ ที่เป็นต้นกำเนิดเป็ดปักกิ่ง   เค้าทำตามแบบที่ บรรพบุรุษ ถ่ายทอดมาทุกประการ  โดยเฉพาะ  การแล่เป็ด  ที่ แล่แบบค่อนข้างหนาเลยครับ    หนาจนติดเนื้อเป็ด มาเกือบครึ่งเซ็นต์ เลยทีเดียวครับ  และที่ไม่ถูกปากเข้าไปใหญ่ ก็คงเป็นน้ำจิ้ม ที่มีรสเค็มนำ ล้วนๆ .
แต่  ....   เป็ดปักกิ่ง  ที่ ร้าน แยงซีเกียง ....   แล่เอา เฉพาะหนัง  ไม่ติดเนื้อ ให้รำคาญใจ ครับ  ... หนังล้วนๆ  กรอบอร่อยเลยครับ
เสิร์ฟมาด้วยแป้งนึ่งร้อนๆ    พร้อมน้ำจิ้มซ้อสปรุงรส  ที่มีรสหวาน นำเค็ม สีสันออก น้ำตาลเข้ม มันๆ    แนมมาด้วย  ต้นหอม และ แตงกวา
จานนี้ เมื่อสั่งแล้ว ก็เลือกให้ทำได้อีก 2 อย่าง นะครับ  ไม่ว่าจะเอาไปทำ เมี่ยง , ทอด หรือ  ต้มกับเก้ยมฉ่าย

แมงกระพรุน    .........   แมงกระพรุน  หั่นมาเป็นเส้นขนาดทานง่าย  ลวกมาสุกกำลังดี เนื้อนุ่ม  เด้ง ทานง่าย  คลุกเคล้ามาด้วย น้ำมันงา และ งาขาวคั่ว  ....  อร่อยลงตัว จนแทบไม่ต้องจิ้มอะไรเลยครับ

หมูกรอบ   .........   หมูสามชั้น ชิ้นใหญ่ กรอบอร่อย ...  มีรสเครื่องหมักติดมาที่หนัง  ...   กรอบจนเคี้ยว เสียงดัง  ลงไปชั้นล่างเลยหละครับ  .... จิ้มกับ ซีอิ๊วดำ หรือ น้ำจิ้มสามรส ก็เด็ด เลยครับ  ... แกล้มมากับ ขิงดอง  อร่อยครบเครื่องครับ

เป็ดย่าง หมูแดง  .........   จะสั่งแยก หรือ สั่งรวม มีให้เลือกทั้งสองแบบครับ  ... แน่นอนครับ อาหาร สไตลส์กวางตุ้ง โดย เชฟชาวฮ่องกง(เจ้าของร้าน)   ไม่ต้องห่วงเลยครับ  ....  ทั้ง เป็ดย่าง และ หมูแดง สองจานนี้   อร่อยจน หาตัวจับ หรือ เปรียบเทียบกับ เชฟ ชาวฮ่องกง  ได้ยากเลยครับ อร่อยแน่นอนครับ

ปลาเก๋านึ่งซีอิ๊ว   .........   ร้านนี้เค้าเลือกใช้   ปลาว่ายน้ำ นะครับ  ...   ปลาที่ส่งมาแบบ เป็นๆ   แล้วเลี้ยงไว้ในตู้เลี้ยง  ที่อยูในครัว  ...  ช้อนมาสดๆ เอามานึ่ง กันเลยครับ
เทคนิค การนึ่งปลา ของร้านนี้  ก็ต้องยกนิ้วให้เลยทีเดียวครับ  ....   สุกกำลังดี แบบที ฮ่องกง เลยครับ  ... ชาวจีน  เค้านิยมทานปลานึ่ง  ที่  เนื้อที่ติดแกนกระดูก  ต้องสุกๆดิบๆ ...  แต่ส่วนอื่น ต้อง สุก นะครับ  ....  ส่วน ซีอิ๊ว ที่ราดมา  ปรุงมาได้รสชาติกลมกล่อมอร่อยดีครับ

นกพิราบทอด   ..........   นกพิราบ ส่งตรง จาก  ซาถิ่น ...  แหล่งเลี้ยงนก เพื่อการทำเป็นอาหารของฮ่องกง ครับ  .....  ทอดมาหนังกรอบ  เสิร์ฟ มาพร้อมเกลือคลุกพริกไท และ จิ๊กโฉ่   ....  ผมชอบ ขอมะนาว  มาบีบใส่ เกลือพริกไท ซักลูกนึง  อร่อยเลยครับ  (น่าจะจัดมาพร้อมกับน้ำจิ้ม นะครับ จะได้ไม่ต้องขอ)  ผมว่า จิ้ม จิ๊กโฉ่ มันธรรมดาไปหน่อยครับ















                           ยังมีอีกหลายรายการ ที่อร่อย แต่ ผมไม่ได้เขียนนะครับ  เขียนหมดก็คง ต้อง 4-5 หน้าเลยครับ  ....  ร้านนี้เปิดมาหลายปีแล้วครับ  ผมเองไปทานมาตั้งแต่เปิด  แต่ ลืม เขียนถึงร้านนี้ไปเลยครับ  ...  ต้องขออภัยที่เขียนช้าซักนิดนึง (หลายปีเลยครับ .. 5555)  ...  วันนี้เลยได้โอกาสเขียนซักทีนึงครับ

ลองแวะไปชิมกันดูนะครับ
เปิดบริการทุกวัน  2 ช่วงเวลาครับ   ...   11.30 น.  -  14.30 น.    และ   18.00 น.  -  22.00 น.
โทร    053 - 275 - 433  ถึง  4



แผนที่ร้านอาหารทั้งหมด ที่ผมเขียนแนะนำไว้ใน   " แนะนำ ร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ "  
https://mapsengine.google.com/map/edit?authuser=0&hl=en&mid=zi7qOsZPeff0.kmjHpvkh5cmM 




ป๋าปึกส์
16/09/2556

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html


ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun




วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

Magnolia Cafe ..... ที่ เชียงใหม่

Magnolia Cafe  .. ร้านกาแฟ .. ร้านอาหาร ..  Wine Bar ..  Supplier   ที่   เชียงใหม่ 



                             ผมขึ้นต้น พาดหัว ข้างบนไว้ว่า    " Magnolia  Cafe  ... ร้านกาแฟ ... ร้านอาหาร ... Wine Bar ... Supplier " ...  อาจทำให้ผู้อ่านหลายคน งงๆ  บ้างเล็กน้อยนะครับ  .....  ไม่ได้เขียนผิดอะไรเลยครับ ...  ร้านนี้ ประกอบกิจการอย่างที่ผมเขียนไว้ทั้งหมดเลยครับ
                             เมื่อวาน ผมทราบข่าวจากเจ้าของร้าน ว่า  ....  ร้านนี้  เลือกถือเอาฤกษ์ ของวันดี จากตัวเลข  " วันที่ 9  ...  เดือน 9 "  ครับ ... เลือกเอาเมื่อวานนี้เป็น วัน Soft Openning  หรือ วันเปิดอย่างไม่เป็นทางการ ครับ  ... และ ได้มีโอกาสคุยกับ เข้าของร้าน ที่สนิทสนมกัน  เราต่างเป็น ลูกค้า ซึ่งกันและกัน และ เป็นทั้งเพื่อน ที่รู้จักสนิทสนม กันมาตั้งแต่  ผมมาอยู่เชียงใหม่ เลยหละครับ  ...  เมื่อวานผมเลย ชวน ภรรยาเปลี่ยน บรรยากาศ ไปทานอาหารเช้า ที่ร้านนี้ ซะเลยครับ
















                             " คุณน้อย "  เจ้าของร้าน   Magnolia  Cafe  ผู้ที่หลงไหลในศิลปะการตกแต่ง  และ ไม่เคยหยุดนิ่งครับ  ... แกชอบแต่งโน่น แต่งนี้ ลื้อโน่น ทำนี่ อยู่ตลอดเวลาเลยครับ (ผมก็เป็น คล้ายๆ คุณน้อยเช่นกัน ครับ)   ...  จนบางครั้ง เวลาไปเลือกซื้อ หรือ สั่งทำ เฟอร์นิเจอร์ ก็ทำเอาผมหงุดหงิดเช่นกันครับ  5555 ...  ก็ ช่าง เค้าบอกว่า ที่มาส่งช้า ก็เพราะเร่งงาน ให้ คุณน้อย อยู่นั่นเองครับ  5555
                              ร้านนี้ ...  เจ้าของร้าน ออกแบบ ตกแต่ง เลือก เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์เครื่องใช้  ... รวมไปถึง  อาหาร และ สินค้า ที่จะขายในร้าน ด้วยตัวเอง ทุกอย่างเลยครับ  ...  โดยภูมิหลังแล้ว คุณน้อย มีกิจการ ขาย  Wine ทั้ง ขายปลีก และ ขายส่ง ชื่อ    " Wine Gallery "   อยู่ติดกันกับร้านนี้  เปิดมานาน นับ 10 ปีแล้วครับ
                              แต่ด้วยกิจการที่อยู่ตัวแล้ว เลย คงเริ่มว่าง ... ก็เลย ขยายกิจการ ให้มีอะไรทำ ตลอดทั้งวัน มากขึ้นครับ  ....  เลยติดต่อ เป็น  เอเย่นต์ กับ ผู้นำเข้าผลิตภันท์ อาหาร   เจ้าดีๆ จากเมืองหลวง เพื่อนำมาขายส่งให้กับ โรงแรม  ร้านอาหาร และ ลูกค้าทั่วไป ก็สามารถไปซื้อหา มาทำทานเองที่บ้านได้ด้วยครับ  ..... นอกจากนั้นยังไม่พอ ครับ ... ยังมี เชฟมือดี คอยแนะนำ และ สอนการทำอาหาร  ที่ร้านอีกด้วยครับ
















                         
                            ร้าน   Magnolia Cafe  แบ่งกิจการหลายชนิด  ตามที่ผมเขียน พาดหัวไว้ด้านบน ให้เป็นไป ตาม แต่ละช่วงเวลา ของวัน ดังนี้ ครับ

ตอนเช้า   ..........   มีอาหารเช้า แบบง่ายๆ บริการ ตั้งแต่  08.00 น. - 11.00 น.  เลยครับ  .... ร้านนี้ มี  Croissant (ครัวซ็อง) อร่อยแบบ ไม่แพ้ที่ ฝรั่งเศสเลยครับ (ผม เอาไปจิ้มกับกาแฟ ก็ อร่อยชื่นใจแล้วครับ)  ... อาหารเช้ามี ทั้งเป็น  ไข่กระทะ  หรือ โจ๊ก  ให้เลือกครับ  ...  รสชาติ อร่อย ทั้งสองอย่างครับ  และ ทางร้านบอกเลยว่า  ร้านนี้ไม่ใช้ ผงชูรส  ครับ ....  ใครที่แพ้ผงชูรส มาร้านนี้ สบายใจได้เลยครับ

ตอนกลางวัน  ..........   มื้อกลางวัน จะเป็น อาหารไทย แบบอาหารจานเดียว ครับ  ....  รายการอาหารง่ายๆ สำหรับ ลูกค้าที่ต้องกลับไปทำงานต่อครับ  ...  จานเด็ดที่นี่  มีทั้ง กระเพราหมู กระเพราไก่  ใส่ไข่ดาว  ..  แกงปู ปักษ์ใต้  ..  แกงฮังเล  .... และ อีกหลายรายการ วันไหน มีอะไรพิเศษ ก็จะเขียนไว้ที่ กระดานดำหน้าร้าน ครับ

ตอนบ่าย  ..........  ชื่อร้าน ลงท้ายไว้ด้วย Cafe  ก็ต้องมี ชา กาแฟ  และ ขนมหวาน  ขนมเค้ก ต่างๆ ไว้บริการอยู่แล้วครับ
ที่สำคัญ  ร้านนี้เป็น  Supplier  เป็นผู้จัดจำหน่าย อาหารนำเข้า  ....  รวมไปถึง  อุปกรณ์ เครื่องปรุง ที่ใช้ในการทำอาหารทุกชนิด ก็มีจำหน่ายอยู่  ในห้องใกล้กับ ห้องกาแฟ นี่เองครับ .... ทานขนม ดื่มชา - กาแฟ  ....   แล้วเดินเลือกซื้อสินค้า  ได้ตามสบายเลยนะครับ

ที่นี่ มี ทั้ง   เนื้อวัวอิมพอร์ท เกรดดี  ... ซี่โครงแกะ ... ตับห่าน Foeigras   ...  อกเป็ด  และ อีกหลากหลาย รายการ ที่สามารถ เลือกซื้อ แล้ว จะนำกลับไปทำทานที่บ้านก็ได้นะครับ
แต่ ถ้าอยากจะเรียน การทำอาหาร  ....  ทางร้าน เค้าก็มี  เชฟอาหารฝรั่ง ประสพการณ์  มากมายนับ 10 ปี  คอยสอนทำอาหารด้วยนะครับ   ...  ต้องนัดหมาย  ล่วงหน้านะครับ















 ตอนเย็น  ...........  เปลี่ยนโฉม เป็น  Wine Bar  ครับ  ... แต่ไม่ได้เป็นเรื่องแปลก ครับ
ก็อย่างที่ผมแจ้งไว้ตอนต้น ว่า เจ้าของร้านนี้เป็นเจ้าของ ร้านไวน์ด้วย  ...  ก็เลยเปิดเป็น ไวน์บาร์ เพื่อให้ได้มาลองลิ้ม ชิมรสไวน์ ในราคาพิเศษ  ที่ร้านซะเลยครับ
และเนื่องด้วย ทางร้านมี  เชฟมือดี อยู่ประจำกับร้านอยู่แล้ว  เลย ทำรายการอาหารเบาๆ แบบเป็น  Snack  ไว้ทานแกล้มไวน์ ด้วยครับ  ...  ชีสทุกชนิด ก็มีครบครับ
ที่มากไปกว่าไวน์บาร์ ก็คือ  เค้าขายอาหารเย็นด้วยเหมือนกันครับ  ...  เชฟมือของทางร้าน เคยเป็นเชฟอาหารฝรั่งเศส  มานานนับ 10 ปี เลยครับ ... ไม่ต้องห่วงเรื่องรสมือเลยครับ  แถมด้วย วัตถุดิบสดๆ จากห้องเย็นที่ทางร้านขายอยู่แล้ว  ...  เอาออกมาทำกันให้ชิมสดๆ เลยครับ
แต่อาหารเย็น ที่ร้านนี้  เปิดเป็นแบบ    Chef's Table  นะครับ (ทานกันหน้าเตากันเลยครับ)   แต่ต้องจองล่วงหน้านะครับ ...  และ ขายตั้งแต่ 8 ท่านขึ้นไปครับ
นอกจากเชฟที่ร้านแล้ว  ทางร้านยัง เชื้อเชิญเชฟ มือดีระดับ แชมป์ มาจากทั่วทุกสารทิศ มาบริกการเป็น ช่วงๆ  ให้ชาวเมืองเชียงใหม่ ได้ลิ้มชิมรส อาหารดีๆ กันมากขึ้นกว่าเก่าอีกครับ

















ร้านนี้อยู่บน ถนน รัตนโกสินทร์  ....  ถ้ามาจากหลังโรงเรียนปริ๊นซ์ ก็ข้ามสพานแม่น้ำปิง ที่สพานรัตนโกสินทร์มาเลยครับ  ...  ผ่านไฟแดงอันแรกมา   ขับมาเรื่อยๆ จนผ่านไฟแดงหน้า โรงแรมรัตนโกสินทร์มา เล็กน้อย  ... มองไปทางขวามือ  จะเห็น ตึกอยู่แพงนึงครับ .... ร้าน  Magnolia  Cafe  อยู่ตรงกลางตึก เลยครับ   จะจอดฝั่งซ้าย หน้าสำนักงาน นิ่มซี่เส็ง แล้วเดินข้ามฝั่งไปก็ได้ครับ  หรือ จะกลับรถ หน้าสนามฟุตบอลในร่ม (ที่เลยร้านไปนิดนึง)  แล้ว มาจอดหน้าร้านก็ได้ครับ

เวลาเปิด ร้านนี้ มีดังนี้ครับ
อาหารเช้า   เวลา   08.00น. - 10.00น.
อาหารกลางวัน  เวลา    11.00น. - 14.00น.
ไวน์บาร์ ตอนเย็น  เวลา   17.00น. - 23.00น.  
ส่วน ร้านจำหน่ายสินค้า (Supplier)  ... เปิดบริการ  ทั้งวัน ครับ  

สอบถามรายละเอียด  ได้ที่     053-872-395

หรือจะ ติดตาม รายละเอียด ของทางร้าน  Magnolia Cafe  ทาง  Facebook   ก็ได้นะครับ
http:// www.facebook.com/Pinnfood





ป๋าปึกส์
10/09/2556

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2011/05/tengoku-de-cuisine.html

ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun