Translate

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ป้ากล้วย อาหารปักษ์ใต้ ... เชียงใหม่

ป้ากล้วย อาหารปักษ์ใต้ ... บนถนน เชียงใหม่ - สันกำแพง  ที่  เชียงใหม่














                                       ผมจำได้ว่า  สมัยที่ ผมย้ายครอบครัวมาอยู่เชียงใหม่ ร่วม 10 กว่าปีเลยทีแล้ว  ตอนนั้น  กว่าจะหาอะไรทาน  ที่รสชาติ  จัดๆ จ้านๆ   เร้าใจ  แบบอาหารปักษ์ใต้  ค่อนข้างยากมากเลยครับ   ...   มีเหมือนกัน  แต่น้อยมากครับ   .....   พอเวลาล่วงเลย  ขึ้นมาซัก  4-5  ปีที่ผ่านมา  ผมก็เริ่ม เห็นร้านอาหารปักษ์ใต้    ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร  หรือ   ร้านข้าวแกง  เริ่มได้รับความนิยม  จากชาวเชียงใหม่  มากขึ้น  มากขึ้น ทุกวันเลยครับ    ....  จนเดี๋ยวนี้   แทบทุกถนนหลักๆ  ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่   จะเห็นมี  ป้ายโฆษณา   ของร้านอาหารปักษ์ใต้   ร้านโน้น    ร้านนี้   ติดอยู่ตามเสาไฟฟ้า  .. ตามหน้าร้านบ้าง ...  แต่ละร้านก็จะมี รสชาติ แตกต่างกันไป  ตามต้นกำเนิดของอาหารในแต่ละจังหวัด  และ ที่มาของเจ้าของ และ พ่อครัว    ...   หลายท่านที่เคยไปอยู่  หรือ  ใช้ชีวิต แถวๆ ปักษ์ใต้    พอจะแยกแยะออกว่า ร้านไหน   พ่อครัวเป็นคนจังหวัดอะไร   (แต่ละจังหวัด จะมี วิธีการทำอาหาร และ รสชาติของอาหาร  ที่แตกต่างกันไปครับ)
















                                     วันนี้ขอพามาชิม   อาหารปักษ์ใต้   ที่เปิดมาหลายปีแล้วเหมือนกันครับ ... ผมเองจำได้ว่า   มาที่ ร้านนี้ครั้งแรก ก็น่าจะเกิน 3 ปีแล้วครับ  ...   ตั้งแต่ สมัยที่ยังไม่เริ่มเขียน  Blog   แนะนำร้านอาหาร หน้านี้เลยครับ   ..    แต่ที่ไม่ได้เขียนแนะนำถึงร้านนี้ มาก่อน    คงเป็นเพราะใกล้ตัวเกินไป จนมองไม่เห็น มั้งครับ (ลืม ครับ)   และ  บางครั้งที่ไปทาน   ก็ไม่ได้พก กล้อง ติดตัวไปด้วยซักครั้งนึงครับ(สมัยก่อน กล้องในโทรศัพท์ คุณภาพยังไม่เอาไหนอยู่เลยครับ  เดี๋ยวนี้ พก โทรศัพท์ เครื่องเดียว  จบข่าว ครับ)    ...    วันนี้ได้ฤกษ์ ซักทีครับ   ผมชวนภรรยา ไปร้านนี้เป็นรอบที่ 2 ในรอบอาทิตย์ครับ   ... มาครั้งแรก เกือบบ่ายสองโมงแล้วครับ    กับข้าวก็แทบจะเกลี้ยงตู้เลยครับ เลยไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปอาหารเลยครับ  
ร้านนี้เป็น ร้านอาหารปักษ์ใต้  ที่มีต้นตอมาจาก นครศรีธรรมราช   ครับ   ...  เปิดตั้งแต่เช้าประมาณ 7  โมงเช้าครับ    ปิดประมาณ บ่ายสองโมงครับ  ส่วนใหญ่ไม่ถึงบ่ายสอง  กับข้าวก็หมดตู้ทุกวันครับ
                                   ร้าน   " ป้ากล้วย "   หาไม่ยากครับ  ...  ถ้าเรามาจากตัวเมืองเชียงใหม่ มุ่งหน้ามาทาง ถนนสันกำแพงสายเก่า  .. ขับเลยแยกวงแหวนหลังพายัพ   มาจนเกือบแยก วงแหวน 2   ...  แหล่ง ร้านช้อปปิ้ง ของนักท่องเที่ยว   (ก่อนถึงร้าน Gem Gallery ประมาณ 500 เมตร)    จะเห็นตึกแถวด้านซ้ายมือ แถบนั้นมีร้านอาหารเต็มตึกแถวทุกห้องเลยครับ   ร้านนี้อยู่ติดกัน กับ ร้านข้าวมันไก่ นันทาราม ครับ
หากไปไม่ถูก   ลองโทรไปถามที่ร้านได้เลยครับที่      080-502-2521
















                                  ในแต่ละวัน  ป้ากล้วย   จะทำอาหารประมาณ  12 - 15 อย่างครับ  แต่ละจาน รสชาติเร้าใจทั้งนั้นครับ

แกงไตปลา   .........   สีสัน จัดจ้าน ออกน้ำตาลเข้ม  ...  รสชาติของน้ำไตปลา ออกเค็มนำหน้านิดๆ ..  แต่ขอบอกว่า  รสมือของ ป้ากล้วย  แม่ครัวคนนคร คนนี้ จัดจ้านเร้าใจจริงๆครับ   ....  กลิ่นไตปลาหอมน่าทานเลยครับ  ใส่เนื้อปลาแกะมาเป็นชิ้นๆ  .. ผักในแกงก็ใส่มาครบ ทั้งมะเขือ ถั่วฝักยาว ฟักทอง  ...  จานนี้แนะนำว่า ควรสั่ง หมูหวาน หรือ กุ้งหวาน  หรือ ฟักทองผัดไข่   มาตัดรสชาติ แก้ความจัดจ้าน ซะหน่อยนะครับ

แกงเหลือง   ...........  (คนใต้ บางจังหวัดจะเรียก  แกงเหลือง ว่า แกงส้ม)   ..   น้ำแกงสีเหลือง สวยด้วยขมิ้น .. น้ำไม่ข้นมากนัก .. ใส่เนื้อปลากระพง  มาชิ้นใหญ่เลยทีเดียว  ...  ที่หาทานยากกว่า ร้านอาหารปักษ์ใต้ ร้านอื่นก็ตรง  ที่นี่เค้าใส่ มะละกอดิบ หั่นเป็นแผ่นๆ ขนาดพอดีคำ ...  รสชาติหายห่วงครับ  จัดจ้านเร้าใจ จริงๆ ครับ

คั่วกลิ้ง   ...........   จานนี้ แค่ชื่อ ก็กินขาดแล้วครับ   ...   เนื้อหมูหั่นเล็ก (หมูสับ)  เอามาคั่วกับเครื่องแกง ตามสูตรของทางร้าน  จนแห้ง  หอมเครื่องแกงดีครับ  ...  แต่จานนี้  ถ้าไม่แน่จริงอย่าสั่งนะครับ  ... จัดจ้านด้วยสมุนไพร   จนถึงขั้น  เผ็ด  เลยทีเดียวครับ  ... จานนี้ต้องย้ำอีกครั้งนะครับ ว่า  เผ็ด  ครับ  ...  ถ้าทานเผ็ดไม่เก่ง  จานนี้อาจทำให้ คุณกลิ้ง โดยไม่ต้องคั่ว ได้เลย ครับ  5555

น้ำพริกกะปิ - ปลาทู   ..........   น้ำพริกกะปิ  สีน่าทาน  รสชาติกลมกล่อม กำลังดี  ไม่เผ็ดแบบไร้เหตผล ... มีรสเปรี้ยวนำหน้านิดๆ (ผมชอบเลยครับ)  ....  น้ำพริกปลาทู  เค้าจัดมาเป็นชุด พร้อม ชะอมชุบไข่ทอด และ ผักสด   ....  ส่วนปลาทู  ต้องสั่งแยกครับ  จะเอากี่ตัวก็เลือกเอาเลยครับ  แต่ขอบอกว่า  ปลาทูเจ้านี้ มหึมาเลยครับ  ตัวเดียวทาน 2 คนสบายๆ เลยครับ

แกงจืดผักกาดดอง   ..........  จานนี้จะเรียกว่า ของคู่บ้าน คู่ร้าน ของร้านอาหารปักษ์ใต้ เลยก็ได้ครับ  มีกันแทบทุกร้านทุกจังหวัดครับ  ...  ผมเป็นคนชอบทาน ต้มผักกาดดองซะด้วยซิครับ  บอกได้เลยครับ ว่า ต้มผักกาดดอง ร้านนี้ สุดยอดครับ  ....  ผักกาดดองต้มสุกกำลังดี  น้ำแกงได้รสน้ำต้มกระดูกดีครับ  ที่สำคัญ ร้านนี้ เค้าตั้งไฟอุ่น  แกงจืดหม้อนี้ไว้ตลอดเวลา  ...  ถูกใจจริงๆครับ  แกงจืดเย็นๆ  อย่าไปทานนะครับ  เปลืองกระเพาะครับ   ...  5555

ยังมีอาหารอร่อย อีกหลายๆอย่างเลยครับ  ทั้ง   หมู - ไข่  พะโล้  ...   แกงเทโพ  ...   หมูหวาน   ...  ผัดฟักทอง  ...  แกงเผ็ดเนื้อ  ...  แกงเผ็ดไก่หน่อไม้  และ อีกนับไม่ถ้วนเมนูเลยครับ ...  ป้ากล้วย จะสลับผลัดเปลี่ยนรายการอาหารทุกวัน   แล้วแต่วันไหน    ได้อะไรเป็นวัตถุดิบ สดๆ มาครับ
             

                  













                                  ป้ากล้วย และ ครอบครัว เป็นชาวใต้ที่มาจากจังหวัด นครศรีธรรมราช ครับ ...  ทั้งป้ากล้วย และ  คุณลุง น่ารักมากครับ ยิ้มแย้มแจ่มใส่ คอยเดินมาดูแลลูกค้าอย่างเป็นกันเองครับ ... ที่นี่เครื่องดื่มน้ำแข็งบริการตนเองนะครับ .... ใครที่ผ่านไป เส้นสันกำแพง  ช่วงเวลากลางวัน   ก็ลองแวะไปชิมอาหารใต้  รสชาติเร้าใจ   ร้านนี้กันนะครับ    
" ป้ากล้วย อาหารปักษ์ใต้ "    รับรองว่าคุณต้องร้อง  " หร๋อยจั่งหู๋ "  ครับ

อ้อ .... กรุณาพกผ้าเช็ดหน้าไว้ซับเหงื่อ เวลาทานแกงปักษ์ใต้ ไปด้วยนะครับ
                               ไปไม่ถูก หรือ จะสั่งทำอาหารไว้จัดเลี้ยง  ทางร้านเค้ารับทำเป็นหม้อๆด้วยนะครับ  โทรไปบอกล่วงหน้าซะหน่อยนะครับ  ที่   080-502-2521



แผนที่ร้านอาหารทั้งหมด ที่ผมเขียนแนะนำไว้ใน    " แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ "
https://mapsengine.google.com/map/edit?authuser=0&hl=en&mid=zi7qOsZPeff0.kmjHpvkh5cmM




ป๋าปึกส์
26/07/2555

 ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2011/05/tengoku-de-cuisine.html


ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พัชธนา (แกงปู) ... ที่ เชียงใหม่

พัชธนา   ที่   นิมมานเหมินทร์ ซอย 9 ... เชียงใหม่

















           
                         " แกงปู " (ใบชะพลู)     ก็เพราะ เจ้าแกงปู ที่เป็นอาหารจานโปรดของผมนี่เอง  จึงทำให้ผมต้องมาร้านนี้ ครับ  ...  แกงปู  เป็นแกงกะทิ แบบปักษ์ใต้ (สไตลส์ภูเก็ต)  ที่ใช้เครื่องแกงเผ็ดแบบปักษ์ใต้ ที่มี   " ขมิ้น "  เป็นพระเอก ... จึงทำให้สีสันของ แกงปู  ออกเป็นสีเหลืองนวลสวย  ... รสชาติออกหวานๆ เค็มๆ เผ็ดๆ  จัดจ้านตามสไตลส์ อาหารปักษ์ใต้   ...  ใช้เนื้อปู  .. บางสูตร ก็ใส่ ก้ามปู ก้ามโต ลงไปด้วย  แกงปู มักจะเสิร์ฟ มาพร้อมกันกับ เส้นหมี่ขาว  ... ลักษณะคล้ายๆ กับการทาน ขนมจีนน้ำยา นั่นเองครับ
                            เมื่อซักเกือบเดือนนึงที่ผ่านมา  ผมเห็นเพื่อนใน Facebook ท่านนึง (คุณ Kae Anchalee หรือ คุณเก๋  เจ้าของ ร้าน  De Siam  ... ร้านแอนติค ที่เมืองเชียงใหม่)   Post รูป   " แกงปู ที่เชียงใหม่ "   ...  เพียงแค่ผมเห็นรูป ผมก็ Ment  ไปถามโดยไม่รอช้าเลยครับ ... ว่า  ร้านอะไร ที่ไหน ครับ ? ...  และแล้ว  ผมก็เลยรบกวน  ให้ช่วย จองที่นั่งให้ ซะเลยครับ ....  ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ


















                            ร้าน  พัชธณา  ใช้ชื่อ ภาษาอังกฤษว่า  Pattana Restuarant  ...   ร้านนี้ เค้า เข้าใจ ตั้งชื่อ ภาษาไทย ดีนะครับ  ... อ่านดูแล้ว  แปลก และ เก๋ไก๋  เลยหละครับ  ...  ร้านนี้ หาไม่ยากครับ อยู่ใน ซอย  นิมมานฯ ซอย 9  ครับ   ...  หากนึกไม่ออกก็ ซอยเดียวกับ  Monkey    ร้านอาหารและผับ ชื่อดังแห่ง ย่านนิมมานฯ นั่นแหละครับ  ....  เข้าซอย 9 มานิดเดียวครับ   ตรงเข้ามาประมาณ 100 กว่าเมตร  ก็จะเห็นร้าน (แบบในรูป)   อยู่ด้านซ้ายมือ  ติดกับที่จอดรถ ข้าง Monkey  นั่นแหละครับ
                            ร้านนี้ หากมองดูด้านหน้าแล้ว  ดูเหมือนจะเล็ก  น่าจะมีไม่กี่โต๊ะ ...  แต่เมื่อเข้าไปด้านในร้าน แล้ว ..  ต้องขอชม อินทีเรีย เลยครับ  ... ออกแบบได้ดีเลยครับ  ในพื้นที่ ที่ค่อนข้างเล็กขนาดนี้  แต่สามารถ  ทำให้ไม่มีความรู้สึกว่า  เราไม่ได้นั่ง  อยู่ในห้องขนาดเล็ก เลยแม้แต่น้อย ...  แถมโล่งโปร่ง จนรู้สึกว่า  นั่งสบายซะด้วยซ้ำครับ  ...  การตกแต่งภายใน ก็แบบ เรียบๆ ง่ายๆ แต่มีสไตลส์ครับ  อุปกรณ์เครื่องใช้  สอาดสอ้าน ดูดีเลยครับ
















                            วันนี้ไม่ได้มาคนเดียวครับ ...  ภรรยา  มาหาที่ทำงานตอนเที่ยง   ก็เลยชวนกันมา พร้อมเจ้าโอ๋ (สถาปนิกนักชิม คนเดิม ที่ไปชิมกับผม เกือบทุกร้าน เลยหละครับ)  ....  เมื่อเข้ามาถึง ในร้าน  เจ้าของร้าน ก็ออกมาต้อนรับอย่างดีเลยครับ  ...  ปรากฏว่า เจ้าของร้าน  ก็อ่าน Blog ที่ผมเขียนแนะนำอาหารด้วยครับ ...  ก็เลยคุยกันถูกคอดีครับ ... พอนั่งได้ซักพัก ก็ได้รายการอาหาร ผมเลยส่งต่อ เมนูให้ ภรรยา และ คุณโอ๋ เป็นคนเลือกรายการอาหาร ... แต่ผมสั่ง   แกงปู   ไปตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านแล้วครับ ... ระหว่างรอเค้าเลือกสั่งอาหารกัน ผมก็ตระเวณเดินถ่ายรูปจนทั่วครับ  .... เดินกลับมาเค้าสั่งกันเสร็จแล้วครับ  ... ก็เลยนั่งอ่านสำรวจรายการอาหาร .... อืมมมม ... ราคาไม่แพงเลยครับ ก็เท่าร้านอาหารทั่วๆไปแถวๆนี้นี่แหละครับ ... รายการอาหารมีทั้ง  ไทยแบบภาคกลาง  และ เป็นไทยแบบปักษ์ใต้ ผสมผสานกันครับ  ....  รายการอาหารที่ทานกันวันนั้น  มีรายการดังนี้ครับ
                           
แกงปู   .........  แกงปู ของร้านนี้ เป็น แกงแบบปักษ์ใต้ สไตส์ภูเก็ต  ...   สี  ขมิ้น จากเครื่องแกงเหลืองนวล  สวย ...  รสจัดจ้าน มีเนื้อปูเป็นก้อนๆ  (เนื้อแน่น มากครับ)  ลอยหน้ามาเลยครับ  ... เสิร์ฟมาพร้อมกับเส้นหมี่ขาว  ....  จานนี้ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาดเลยนะครับ
หากจะถามว่า   อร่อยมั้ย ?
บอกไม่ถูกเลยครับ   .....   แค่ผมตักเข้าปากคำแรกเท่านั้น   ถึงขนาดต้องหันไปบอกเด็กที่ร้านว่า    " เอามาอีกที่นึงครับ"    ...   จะไม่เบิ้ลได้ยังไงละครับ มาทราบทีหลังว่า   แม่ครัวร้านนี้   มาจาก ร้านดัง แห่งเมืองภูเก็ต เลยหละครับ  

น้ำพริกกุ้งเสียบ    .........   น้ำพริกรสกลมกล่อม เปรี้ยวนำเค็ม ไม่เผ็ดมากเกินไป  ... กุ้งเสียบ สั่งตรงมาจากภูเก็ต  ..   พอตักเข้าปาก  ถึงกับต้องร้อง   โอวววว  อีกแล้วครับ  .. โดน ... โดน ครับ ...อร่อยจน นั่งพริ้มตา  แล้ว นึกว่า กำลังทานน้ำพริกกุ้งเสียบ  อยู่ริมทะเล  แถวๆ อ่าวฉลอง เลยหละครับ

สะตอผัดกะปิใส่กุ้ง   ..........   คนที่  เกิดที่ชายแดนปักษ์ใต้  ที่ระเบิดตูมตามทุกวัน อย่างผม  ...  ยังเกือบจะ  ลุกขึ้นยืนตะโกนกลางร้าน   แล้วร้องออกมาว่า    " หร๋อยจั่งหู๋ "   เลยหละครับ ... สะตอสดกรอบ  ...  หอมกะปิลอยมาเลยครับ  ... ผัดมาพร้อมกุ้ง  รสชาติกลมกล่อม ไม่เผ็ด  อร่อยเลยครับ

หมี่กรอบ   .........  จานนี้  เหมาะที่จะสั่งมาทาน แก้เผ็ด และ รสจัดจ้าน ของอาหารปักษ์ใต้ ครับ  ... หมี่กรอบรส หวานนำ อร่อย ครับ

แกงเหลืองปลาอินทรีย์  ..........   แกงเหลืองรสจัดจ้าน  ใส่ยอดมะพร้าว กับ คูน  ...  อร่อยจน ผมทานหมดเกลี้ยง   ไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำแกงครับ  ...   แนะนำว่า ควรสั่งหมี่กรอบ หรือ ไข่เจียว มาแกล้ม  กับแกงเหลือง จะเข้ากันได้ดีเลยครับ

ไก่ตะไคร้  ..........    ไก่หมักมาได้กลมกล่อม  หอมกลิ่น ตะไคร้ นำหน้ามาเลยครับ อร่อย เด็ด ครับ .

แกงไตปลาแห้ง  .........   แกงไตปลา  รสชาติเข้มข้น จัดจ้าน  ร้อนแรง แบบปักษ์ใต้  แท้ๆ  ...  เล่นเอาพวกเรา  ต้องสั่ง ข้าวสวยมาเพิ่มคนละจาน  เลยหละครับ

 ม้าฮ่อ   .........    จานนี้ ชื่อแปลกดีมั้ยครับ ..  ผมเองได้ยินมาชื่อ เมนูนี้ มาตั้งแต่สมัยเด็กๆเลยครับ  สมัยก่อนคุณป้า คุณน้าที่บ้าน เคยทำให้ทาน  ...  ผมกลับไม่ยอมทานก็เพราะชื่อของรายการอาหารนี่เองครับ  ตอนเด็กๆ โดนหลอกว่า ทำจากเนื้อม้า เลยไม่กล้าทานครับ ....  แต่เพิ่งมาทานก็ที่นี่ นี่แหละครับ  แปลกดีครับ อร่อยดีครับ  ลองสั่งมาชิมดู นะครับ


















                               มีเมนูอีกหลายอย่างที่น่าทานทีเดียวเชียวครับ  แต่วันนี้มากันแค่  3 คน เลยสั่งมาชิมไม่ได้เยอะเท่าไหร่ครับ  ....  อีกลายเมนู  ไม่ว่าจะเป็น  แกงเหลือง  ....  แกงส้ม  ....  แกงไตปลา .... หลน   ....  ก๋วยเตี๋ยวผัดไท  ....  ข้าวตังหน้าตั้ง  ....   ผัดโน่นผัดนี่   ....   ยำอะไรต่อมิอะไร  ....   ดูรายการอาหารแล้ว  น่าทานไปหมดเลยครับ ....  แต่คงต้องเป็นเที่ยวหน้าแล้วหละครับ  เพราะเราทั้งสามคน สั่งข้าวเพิ่ม คนละจานเลยครับ ....
อาหารที่ทานวันนี้  อร่อย  รสมือดีทุกจานครับ  ราคาก็ไม่แพงครับ   อาหาร รวม มะพร้าวอ่อน น้ำดื่ม แล้ว ตกประมาณ พันบาทครับ  ...   อร่อยอิ่ม จนต้องลาเจ้าของร้านกลับบ้านไปนอน เลยครับ
                             
ร้านนี้เปิดทุกวันครับ  ตั้งแต่  11.00 น. - 14.00 น.  และ  17.00 น. - 22.00 น. 
ร้านนี้มีโต๊ะไม่มากนะครับ ผมว่า ควรจองที่นั่งก่อนไป น่าจะดีนะครับ  ที่  ...     089-262-2819




ป๋าปึกส์
07/07/2555

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2011/05/tengoku-de-cuisine.html

ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun



วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จิง จู ไฉ่ - โจ๊ก เกาเหลาเลือดหมู เชียงใหม่


 " จิง จู ไฉ่ "    โจ๊ก และ เกาเหลาเลือดหมู ... เยื้อง โชว์รูม  FORD  เส้นแม่โจ้  เชียงใหม่



                       จิง จู ไฉ่  หรือ  จิง จู ฉ่าย  .... ไปไหนมาไหน ตั้งแต่เหนือจรดใต้  หากท่านเห็นร้านขาย เกาเหลาเลือดหมู ไม่ว่าตลาดไหน ถนนไหน เมืองไหน  ก็ชื่อ ร้าน จิงจูไฉ่ หรือ จิงจูฉ่าย  ไปหมดทุกแห่ง ... ไม่ได้เป็น แฟรนไชน์ ไม่ได้เป็นสาขากันนะครับ  ...
                        จริงๆแล้วเป็น ชื่อสมุนไพรจีน ชนิดนึง ที่มี สรรพคุณ และ คุณค่าทางโภชนาการไม่น้อยทีเดียวครับ  เพราะ  " จิงจูฉ่าย "   น้ำหนัก  100 กรัม ให้พลังงาน 392 กิโลแคลอรี  ... ประกอบด้วยสารอาหารนานาชนิด   เช่น   โปรตีน  , ไขมัน  ,  คาร์โบไฮเดรต  ,  เส้นใย  ,  แคลเซียม  ,   เหล็ก  ,   ฟอสฟอรัส  ,  วิตามินเอ  ,  วิตามินบี6   ,   วิตามินซี   และ วิตามินอี

                  
















                                   มาที่ สรรพคุณทางยา   กันบ้างดีกว่า   จุดเด่นของ   " จิงจูฉ่าย "    คือมีกลิ่นหอม  คล้าย ๆ กับ ตั้งโอ๋  ...  ยิ่งโดนความร้อนจะยิ่งหอม และ ยิ่งเพิ่มสรรพคุณมากขึ้น โดยกลิ่นหอมของ  " จิงจูฉ่าย "  มาจากน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ใน ลำต้น และ ใบ นั่นเอง ... ประกอบด้วย  สารไลโมนีน  , ซิลนีน และสารกลัยโคไซด์  ที่มีชื่อว่า อะปิอิน  ซึ่ง  สารเหล่านี้มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต    จึงเหมาะกับ   ผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดัน  ....   แถมยัง  ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร  และ  ลำไส้ได้ด้วย ...  ส่วนต้นสด และ เมล็ดของ   " จิงจูฉ่าย "   มีโซเดียมต่ำ จึงดีต่อผู้ป่วยโรคไต
                                  นอกจากนี้ ในทางการแพทย์ เชื่อว่า   " จิงจูฉ่าย "   เป็น  ยาเย็น   จึงช่วยบำรุงปอด ช่วยฟอกเลือดลม ให้หมุนเวียนได้สะดวก ... คนจีนจึงนิยม นำผักชนิดนี้ มาปรุงเป็นอาหารรับประทานในหน้าหนาว เพื่อช่วยในการไหลเวียนของโลหิต และ ปรับสมดุลของร่างกายได้ดีนั่นเอง
                                  พืชสกุล จิงจูฉ่าย หรือ สกุลเจินจูฉ่าย ( 珍珠菜, 真珠菜)    เป็นกลุ่มพืช สกุล Lysimachia   ถือเป็น สมุนไพรจีน ส่วนมากนิยมนำไปใส่ใน เกาเหลาเลือดหมู เพราะ ช่วยดับกลิ่นคาวเลือดได้ ... การแพทย์แผนจีนโบราณถือว่าผักชนิดนี้มี คุณสมบัติเป็นยาเย็น(หยิน) มีรสขม ลักษณะต้นขึ้นเป็นกอคล้ายต้นใบบัวบก  เจริญงอกงามในที่แดดรำไร ชื้น ดินโปร่งแต่ไม่แฉะ  (ขอบคุณ ข้อมูลดีๆ จาก วิกีพีเดีย)


        















                                  เกริ่นนำ เรื่องราว ความเป็นมาของ ชื่อร้าน  มาซะยืดยาว  ครับ  ...  ก็เพราะว่า ร้านเกาเหลาในบ้านเรา  มันกลายเป็นชื่อเดียวกันหมดทั้งประเทศ  ...  เลยต้องเอาข้อมูล และ ความหมาย ของ  ชื่อที่เค้านิยมตั้ง  มาให้รับทราบความเป็นมากันครับ  ...   ผมก็เป็นอีกคนนึงครับ ที่ชอบทาน  เกาเหลาเลือดหมู   มีความรู้สึกว่า ทานทีไรมันชื่นใจซะเหลือเกินครับ  ....  จำได้ว่าสมัยตอนที่ยังไม่ได้ย้ายมาอยู่ที่  เชียงใหม่  15 ปีที่แล้ว ผมอยู่ที กรุงเทพฯ ครับ)   ...   ทุกๆ วันหยุด  หรือ เสาร์ อาทิตย์  ในตอนเช้า ๆ  ผมมักจะชวน ภรรยา  ขับรถไป สวนลุม ตั้งแต่เช้าเลยครับ  ..  อ่า  .. ไม่ได้ไปวิ่งนะครับ  .. 555 ..  ไปทาน   " เกาเหลาเลือดหมู "   ครับ  ... ไปตั้งแต่ ร้านนั้นเพิ่ง มาเปิด ข้างรั้วสวนลุม  จนเดี๋ยวนี้ ก็ยังอยู่ที่เดิม  แต่ว่า แทบหาที่นั่งกันไม่ได้เลยหละครับ  ...  ใครอยู่ ก.ท.ม. ลองแวะไปชิมนะครับ ร้านที่ผมพูดถึง ร้านนี้  วางร้าน อยู่ใต้ต้นก้ามปู  เยื้องๆร้าน Brown Sugar  (ร้านดั้งเดิม)  ที่ซอยสารสินครับ  ... อร่อยจริงๆครับ   แต่ช้านิดนึงนะครับเพราะเค้าทำทีละชามเลยครับ
                                 วันนี้ขอแนะนำ   ร้านเกาเหลาเลือดหมู   ร้านโปรด อีกร้านนึงในเมืองเชียงใหม่ครับ  ...  ร้านนี้  อยู่ต้นถนน ทางไป  ม.แม่โจ้ ครับ ... ถ้าขับรถมาตาม ถนนซุปเปอร์มุ่งหน้าเข้าเมือง  ลอดอุโมงค์ตรง ศาลเด็กมา ...  มาจนถึง   สามแยกไฟแดง  ที่มี โรงพยาบาลเทพปัญญา  ก็เลี้ยวขวา มาเลยครับ ... ขับมาเรื่อยๆ จนเห็น โชว์รูม รถ FORD  อยู่ทางด้านขวามือ  ก็เริ่มชิดซ้าย ได้เลยครับ ... ร้านนี้ตั้งอยู่เลยป้ายร้าน  ข้าวต้มบาทเดียว  ไปนิดเดียวครับ


               













          
                                 ร้านนี้เปิดตั้งแต่เช้าตรู่เลยครับ ...  เปิดกันตั้งแต่   6 โมงเช้า ถึง บ่ายสองโมง   แล้ว ปิดพักร้านซักพักเดียวครับ  กลับมาเปิดอีกรอบตอนเย็น ตั้งแต่เวลา  17.00น. ถึง  21.00น.  ครับ ... ร้านเป็นห้องแถวห้องเดียว สอาดสอ้านดีครับ ... ในร้านติดบอร์ดรายการอาหารไว้ ตัวเบ้อเริ่มเทิ่มเลยครับ มีตั้งแต่    โจ๊ก .. ข้าวต้ม .. เกาเหลาเลือหมู  .... แต่ที่ผมต้องมาบ่อยๆ ก็เพราะมาติดใจ เกาเหลาเลือดหมู ร้านนี้นี่แหละครับ
                
เกาเหลาเลือดหมู   ........   เกาเหลาเลือดหมู จะอร่อยไม่อร่อย  อยู่ที่องค์ประกอบหลายอย่างครับ ...  ร้านนี้ โดนใจใช่เลยทุกอย่างครับ
เครื่องใน  .....  เครื่องใน แทบไม่มีกลิ่นคาว เลยครับ  ...  เค้าล้างมา แบบ ไหลน้ำมาอย่างดี  (คนโบราณเค้าล้างเครื่องใน  ด้วยการเอาเครื่องใน คลุกด้วยเกลือก่อน แล้วเปิดน้ำ ให้ไหลล้น ภาชนะที่ใส่ ตลอดเวลาครับ)  ...  ทำให้ เครื่องในทุกชนิด  ไม่ว่าจะเป็น  เซี่ยงจี๊  , ไส้  ,  ปอด  ,  ม้าม  อร่อย  และ ไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อยครับ  
เลือดหมู  .....   ใช้เลือดหมู ไม่ใช่ เลือดไก่  นุ่มเหนียวอร่อย  ...
หมูสับ   .....   หมูสับ เป็น หมูสับครับ  (หลายๆแห่ง  ไปบดหมู ซะละเอียด แถมใส่ แป้ง ใส่โน่น  ใส่นี่ จนแทบจะเป็น   "ลูกชิ้น"   ไปซะแล้วครับ) 
น้ำซุป   .....    น้ำซุป รสหอมหวาน  ตักมาแบบไม่ต้องขอเลยครับ  ตักมาเต็มชาม  ชามใหญ่ เกือบเท่า กาละมัง เลยหละครับ ....   เหยาะพริกไท เยอะๆหน่อย   อร่อยเหาะเลยครับ  ...  ที่สำคัญไม่แพ้อย่างอื่น ก็คือ  เครื่องปรุงครับ  
เครื่องปรุง  .....   พริกน้ำส้ม ใช้ พริกแดงตำ กลิ่นหอมอร่อยดีครับ ...  ส่วน พริกป่น .. น้ำปลา .. ก็เลือกใช้ของดีมีคุณภาพครับ  ...   ตามโต๊ะ ก็เตรียมถ้วยน้ำจิ้ม  ให้ไว้เรียบร้อยครับ
                 
ลองแวะไปชิมดูกันนะครับ   ...  โดยเฉพาะ ในช่วงหน้าหนาวที่เชียงใหม่  อากาศที่เย็นๆ  ได้ซด น้ำซุปร้อนๆ  เหยาะพริกไท เยอะหน่อย  อร่อย  สดชื่นดี ครับ



แผนที่ ร้านอาหารทั้งหมด ที่ผมเขียนไว้ใน    " แนะนำ ร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ "   ครับ
https://mapsengine.google.com/map/edit?authuser=0&hl=en&mid=zi7qOsZPeff0.kmjHpvkh5cmM 





ป๋าปึกส์
2/07/2555

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2011/05/tengoku-de-cuisine.html


ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun


วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ก๋วยเตี๋ยวปลา พระราม 2 ที่ สันกำแพง เชียงใหม่


ก๋วยเตี๋ยวปลา พระราม 2  .... ที่ อำเภอ สันกำแพง 



                              หลายๆท่านอาจสงสัยว่า  ทำไมผม มาชิมก๋วยเตี๋ยว ไกลถึงอำเภอสันกำแพง ...  หรือว่า บ้านผม อยู่ที่อำเภอสันกำแพง ...  เปล่าครับ ...  ไม่ใช่เลยครับ  ... ที่ ผมดั้นด้น มาทานก๋วยเตี๋ยว ไกลถึง อำเภอสันกำแพง  ที่ร้านนี้  ก็คงเป็นเพราะ  ลูกน้องที่ทำงานของผมนี่แหละครับ ที่เป็นคน สันกำแพง ... และ ผมชอบให้เค้าพาไปตระเวณดู  ที่ดินแปลงสวยๆ ริมเขาแถวๆนั้นครับ  (เพื่อนๆ ชอบให้ผมหาซื้อที่ดินให้ครับ)  ...   ลูกน้องคนนี้ เป็น นักปั่นจักรยาน ตัวยงเลยครับ  ...  ปั่นจักรยานไปทุกซอกทุกมุม ในย่านอำเภอ สันกำแพง  (เค้ารู้หมดครับ ว่า ที่ดินแปลงไหน ติดป้ายขาย)  ...  แถมยังปั่นไปกลับ เชียงใหม่ - ลำปาง ทุกอาทิตย์ ... โอววว แข็งแรงจริงๆ ครับ  ผมเลยขนานนามเค้าว่า   " ตุ๊ สันกำแพง " ... ฟังดูเหมือนโจร เลยนะครับ  5555   ...   แต่โชคดีที่  พ่อตุ๊ คนนี้ หน้าตาขาวผ่อง  แลดู เจี๋ยมเจี้ยม  รูปร่างผอมเปรียว ผิดกับชื่อนะครับ  ....    คุณ ตุ๊   นี่แหละครับ ขี่จักรยาน มาทานก๋วยเตี๋ยวที่ ร้านนี้เป็นประจำ
                             วันนี้ระหว่างที่เราตระเวณดูที่แถวใกล้ๆ ตัวอำเภอสันกำแพง  เจ้าตุ๊  ก็พูดขึ้นมาในรถ ตอนใกล้ๆเที่ยง ว่า    " ป๋าครับ  ป๋าครับ ... ผมพาไปทาน  ก๋วยเตี๋ยวเศรษฐี  มั้ยครับ " 
" เฮ้ยยยยย   อะไรกันพ่อตุ๊ "   .....  ผมร้องเสียงหลง  
" เอ่อ ...  คือร้านเค้า แต่งแบบไม่ใช่ร้าน ก๋วยเตี๋ยว อะครับ ... บ้านเศรษฐี แถวนี้ ยังใหญ่ ไม่เท่า ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้เลยครับ " . .....  เจ้าตุ๊ รีบอธิบายต่อ.
" ตุ๊ .. ตุ๊ ... เอ็งเว่อร์ แล้ว "   ......  ผมรีบขัด  เจ้าตุ๊  ทันที
"  จริงๆครับ ไปดู ไปชิมกันมั้ย ครับ "   .....   เจ้าตุ๊ เชื้อเชิญแบบ ท้าทาย ทันที

















                             ว่าแล้ว ผมก็ลองรับคำเชื้อเชิญ แบบท้าทายของ ลูกน้องทันทีครับ  ...  เราก็ มุ่งหน้าสู่ตัว อำเภอสันกำแพง  เลยครับ  .....   ขับรถมาตาม  ถนนสันกำแพงตัดใหม่  (ถนนที่วิ่งตรงมาจากสนามบิน มุ่งหน้าไปทางน้ำพุร้อน สันกำแพง นั่นแหละครับ .. ระวังหน่อยนะครับ เค้ากำลัง ขยายถนนครับ)   .....   พอขับมาถึง  ทางแยกเข้าตัว อำเภอสันกำแพง  (แยกเดียวกันกับ  ที่กลับรถไป  ร้าน เฮือนใจยอง  นั่นแหละครับ)    ....   พอก่อนถึงแยก ก็ชิดซ้าย แล้วเลี้ยวซ้ายเลยครับ  ...  ขับตรงไปเรื่อยๆครับ น่าจะซักประมาณ 2-3 กิโล  ....    สังเกตุง่ายๆ  ....   ร้านนี้อยู่ไม่ไกล จากร้าน    " สันกำแพงโภชนา "   (ร้านอาหารไทยเก่าแก่ ประจำอำเภอ  ที่ผมเขียนแนะนำไว้เช่นกันครับ  ลองเปิดอ่านใน Blog  นี้ดูนะครับ   http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/10/blog-post_21.html   )    .
พอขับรถเลยร้านนี้ไปไม่ไกล  ประมาณซัก 5-600  เมตร  ก็ชะลอความเร็วเลยครับ  .....  ร้านนี้อยู่ด้านขวามือ ฝั่งเดียวกัน สันกำแพงโภชนา ครับ .....  อยู่ก่อนถึง  สี่แยกไฟแดง ที่ใกล้กันกับ โรงเรียนสันกำแพงฯ ครับ
















                              พอ เจ้าตุ๊  เลี้ยวรถ เข้ามาที่หน้าร้าน เท่านั้นเอง ...  เล่นเอาผมต้อง ร้องถามเจ้าตุ๊ ให้แน่ใจเลยครับ    ... " เฮ้ยยยย ตุ๊ ... นี่มันร้านก๋วยเตี๋ยวเหรอ "  (ผมแกล้ง ทำเสียงร้องแบบตกใจ  เพื่อเอาใจ เจ้าตุ๊ ครับ .. 55555)  ...   แต่ก็ ต้องถือว่าเป็น ร้านก๋วยเตี๋ยว ที่ดูดี มีชาติตระกูล ที่สุดร้านนึงเลยทีเดียวเลยครับ .....   ร้านกว้างขวาง ใหญ่โต  สอาดสอ้าน  จัดตกแต่ง ไว้ได้จังหวะ นั่งแบบสบายๆ  โปร่งโล่ง  สวยงามดีครับ ...  ออกมาตั้งแต่เช้า พอถึงร้านสอาดๆ ก็ต้อง รีบเดินไปเข้า ห้องน้ำ เลยครับ ... ก็เพราะ ตระเวณ ดุที่กันมา  ตั้งแต่เช้า  ...  ย่านแถวๆนี้ หาห้องน้ำ สอาดๆ  ดีๆ ได้ยากจริงๆ เลยครับ .... ใครผ่านมาแถวสันกำแพง  แล้วต้องการแวะห้องน้ำ  ผมขอ แนะนำ และ ยืนยันว่า ร้านนี้ ห้องน้ำสอาด กว่าทุกร้าน ในอำเภอเลยทีเดียวครับ  ....  เรียบร้อยก็ เดินกลับมานั่งโต๊ะที่ร้านครับ (อ้อ ห้องน้ำ ที่ร้านนี้อยู่ข้างร้าน  เค้าแยกอยู่ คนละอาคาร กับตัวร้านนะครับ)
                              ผมกลับมานั่งที่ร้าน  ก็เดินสำรวจเลยครับ ...  ที่นี่มี ก๋วยเตี๋ยวปลา พร้อม ลูกชิ้นปลา และ  กับข้าวอีกหลายอย่าง ทั้งแบบ อาหารภาคกลางและ อาหารปักษ์ใต้   (ผมเหลือบไปเห็นป้ายหน้าร้านตั้งแต่แรกแล้วครับ  เค้าเขียนว่า  โดย ครัวชาวใต้)  ...   สีสันของอาหารปักษ์ใต้  ที่วางโชว์อยู่ในตู้อาหาร  ช่าง สดใส   จัดจ้าน   น่าทานเลยทีเดียวเชียว ครับ

















                             เดินไปเดินมา  ก็มีชายหนุ่ม  มาทักทายด้วยสำเนียงคุ้นๆครับ  หวัดดี่ ครับ  (น้ำเสียงออกทองแดง แสดงความเป็นคนใต้ ออกมาเลยครับ ... 5555 )    ....   ผมหันไปดู เห็นชายหนุ่มหน้าตาเข้ม มั่นใจเลยครับว่า     " คนใต้ร้อยเปอร์เซนต์เลยครับ "   ...   แก ทักทาย แนะนำ อาหาร ด้วย อัธยาศรัยไมตรี ที่สุดแสนยอดเยี่ยม และ เป็นกันเองดีครับ ...  เมื่อนั่งโต๊ะกันเรียบร้อย แกก็แนะนำ รายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเลยครับ ว่าร้านนี้มีอะไรอร่อยบ้าง  ....   ผมก็จัดแจง สั่งตามคำแนะนำเลยครับ

ก๋วยเตี๋ยววุ้นเส้นต้มยำปลา   ..........   พอเค้ายก ชามก๋วยเตี๋ยว มาให้ที่โต๊ะ  ก็เล่นเอาผมต้องร้อง ... โอววววววววว  เลยครับ  ...  ก๋วยเตี๋ยว ชามเบ้อเริ่มเทิ่ม เลยครับ ....  สีสัน ..  กลิ่น  ..  เนื้อปลาเป็นเนื้อปลา .. ลูกชิ้นเป็นลูกชิ้น ...  ให้มาแบบ แทบจะล้นทะลัก  ออกนอกชาม กันเลยหละครับ .... ผมต้องหันไปถาม  คุณต้น เจ้าของร้าน ว่า ปรกติเสิร์ฟอย่างนี้เหรอครับ  ...  แกก็ยืนยันว่า ให้เครื่องเยอะแบบนี้ทุกจานนี่แหละครับ  ...  แล้วก็ยัง ย้ำ อีกครั้งว่า   " กรุณา คนให้ทั่ว แล้วชิมก่อนปรุงนะครับ .. เพราะเครื่องปรุงต้มยำ  เค้าใส่มาก่อน  จะนอนก้น อยู่ด้านล่างครับ "   ...  ผมก็ปฏิบัติตามเลยครับ  คนเสร็จ ก็ตักชิม น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวก่อนเลยครับ   ....   อืมมมมม  พอตักเข้าปากชิม เท่านั้น  เสียงครางเบาๆ ออกมาโดยอัตโนมัติ ครับ  ...  รสชาติต้มยำ กลมกล่อม ดีเลยครับ  ...  แต่ผมเป็นคนชอบต้มยำที่ จี๊ดจ๊าดกว่าครับ  ก็เลย เติมน้ำปลาซักช้อน  น้ำส้มซักช้อน  โอววว  ...  แซ้บ ลงตัวเลยครับ ....   ทานเข้าไปซักสองสามคำ   เจอเนื้อปลาเข้าเลยครับ ... โอวว ปลาเป็นปลา จริงๆครับ  ... ผมแอบนึกในใจ  เจ้าของร้านนี้ แก กล้าให้จริงๆครับ ใช้ของอย่างงี้  กับราคา ชามละ 30  พิเศษ 40 ... ต้องบอกว่า สุดยอดเลยครับ

แกงมัสมั่นไก่   ..........   จานนี้ สั่งมาพร้อมกับ ข้าวเปล่า อีกจานนึงครับ ...  ก็ระหว่างไปเดินสำรวจตอนเดินเข้าร้านมา  ผมไปยืนดู ใส่อาหาร  ....  แล้วเห็น สีสันของ แกงมัสหมั่นไก่  ก็นึกอยากทานขึ้นมาตั้งแต่แรกแล้วครับ  ...  มัสมั่น รสกลมกล่อม มัน หวานนำ  อร่อยเลยครับ  ...  เสิร์ฟมาพร้อมอะจาด ที่รสชาติด แกล้มกันได้ดีเหลือเกินครับ    
















                            ทานเสร็จแล้วก็เดินกลับไปดูตู้อาหาร  ไปเล็งว่า เที่ยวหน้าจะทานอะไรดี  ...  มีอีกหลายอย่างที่ น่าสนใจ ครับ  ทั้ว  แกงไตปลา .. ขนมจีนน้ำยา .. แกงเหลือง  ...  เท่าที่เห็นรูปร้างหน้าตาแล้ว พอจะ สันนิฐานได้ ว่า  รสชาติ น่าจะ     " หร๋อยจั่งหู๋ "     เลยทีเดียวครับ
                             อ้อ เกือบลืมเล่าไปครับ ว่าทำไมร้านก๋วยเตี๋ยวปลาร้านนี้ ถึงมีอาหารปักษ์ใต้ ขาย  ....  ก็ เจ้าของร้านชื่อ คุณต้น เป็นหนุ่มชาวใต้ ผู้มาหลงรัก สาวสันกำแพง  ...  ก่อนหน้านี้ แกเปิดร้านอาหารอยู่ที่กรุงเทพฯ  ที่มีทั้ง ก๋วยเตี๋ยว และ อาหารปักษ์ใต้  ...  ตอนนี้ ร้านที่ กรุงเทพฯ ก็ยังอยู่   แต่ความที่   ภรรยาของแก คิดถึงบ้านเกิด   แกก็เลยกลับมาเปิด ร้านก๋วยเตี๋ยว  ที่หรูที่สุดร้านนึงในเมืองเชียงใหม่  ..... ไม่ใช่แค่หรูอย่างเดียวนะครับ อร่อย จนผมต้องกลับไปซ้ำแล้ว ซ้ำอีกครับ ... ลองไปชิมกันดู นะครับ

ไปไม่ถูก โทรไปถามทางได้ครับ ที่    081-924-9979   หรือ  086-972-3297 



แผนที่   ร้านอาหารทั้งหมด ที่เขียนแนะนำ  ใน     " แนะนำ ร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ "
https://mapsengine.google.com/map/edit?authuser=0&hl=en&mid=zi7qOsZPeff0.kmjHpvkh5cmM





ป๋าปึกส์
19/05/2555

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2011/05/tengoku-de-cuisine.html

ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun



วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วาซาบิ WASABI


วาซาบิ      WASABI















                                  " วาซาบิ " .... ภาษาญี่ปุ่น   " ワサビ "   ...  เป็นเครื่องปรุง ที่ทำมาจากการบดลำต้นของ  พืช Canola (Japanese horseradish) ...  จัดเป็นไม้ยืนต้นที่อยู่ในตระกูลเดียว กับ พวกบรอกโคลี และ กะหล่ำ ... เป็นสมุนไพรดั้งเดิมของญี่ปุ่น   สามารถปลูกได้ทั้งบนดิน และ พื้นน้ำ โดยปลูกบนพื้นน้ำ จะให้คุณภาพที่ดีกว่า ในหลายประเทศ มักจะเรียก วาซาบิกันผิดๆ ว่า ฮอร์สแรดิชญี่ปุ่น ... ฮอร์สแรดิชสีเขียว หรือ แม้แต่ มัสตาร์ดญี่ปุ่น
                                ใบของวาซาบิ  จะคล้ายกับ ดอกของต้นโฮลีฮอค ... ต้นมีความสูงแค่เข่า ส่วนโคนลำต้นที่ใช้ในการทำอาหาร มีลักษณะเป็นหัวเหมือนหัวไชเท้า หรือ บอระเพ็ด แต่เป็นสีเขียวอ่อนๆ เมื่อบดแล้วมีกลิ่นที่ฉุนรุนแรง ... ถ้ารับประทานจะให้ความรู้สึกแสบร้อนขึ้นจมูกในระยะสั้นๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นความกลมกล่อม จากรสหวาน และ ขม ผสมกัน และให้ความเผ็ดเล็กน้อย






 











                                  แหล่งที่ปลูก วาซาบิ อยู่ที่เมือง  ชิมิทสึ   ซึ่งแปลว่า   " น้ำสะอาด "  ... การปลูก วาซาบิ นั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องลงทุนค่อนข้างสูง  พืชชนิดนี้มักจะปลูกในที่โล่ง  แต่จะต้องมีการจำกัดปริมาณแสงแดดไม่ให้ส่องลงมาถูกต้นพืชโดยตรงในช่วงฤดูร้อน (ถ้าโดนแล้วจะให้ผลผลิตไม่ดี)    เนื่องจากมีแหล่งปลูกที่จำกัด   จึงทำให้ วาซาบิ มีราคาค่อนข้างสูง  ที่ประเทศไทยนั้นตามร้านอาหารมีระดับ หรือตามโรงแรมบางแห่งเท่านั้น ที่จะใช้โคนต้นวาซาบิสดบด  เพราะต้องนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยราคากิโลกรัมละหลายพันบาท  ดังนั้นจึงมีวาซาบิเทียม   ซึ่งมีลักษณะเป็นผงสีเขียว และ ปรุงแต่งกลิ่นและสีเพิ่มขึ้น เมื่อนำมาผสมและกวนกับน้ำเย็นแล้วทิ้งไว้สักครู่   ก็จะมีหน้าตาเหมือนกับวาซาบิ ของแท้ แต่กลิ่นรสจะฉุนจัดจ้านกว่าเรียกว่า    " ผงวาซาบิ "
                                 แม้ว่าผลิตผลจะเผ็ดเกินกว่าที่จะนำมารับประทานเดี่ยวๆ   แต่ก็ได้รับการ  สั่งนำเข้า จำนวนมากจากบริษัทใหญ่ๆ ในญี่ปุ่น    เพื่อที่จะนำมาผสมผสานกับเครื่องปรุงอื่นๆ เช่น หัวไชเท้าและเครื่องเทศ ที่เรียกกันว่า   " เนริวาซาบิ "  และ  ตลาดของเครื่องปรุงเนริวาซาบิ  มีมูลค่าถึง 16 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี   ในขณะที่วาซาบิแบบดั้งเดิมมีมูลค่าในตลาด 36 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี







 











 ประโยชน์ ของ วาซาบิ

กลิ่นฉุนของ วาซาบิ จะช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารทะเล ได้ทุกชนิด   เพราะสารที่อยู่ใน วาซาบิ เมื่อฝนเป็นแป้งกระทบกับออกซิเจนในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาเป็นทั้งกลิ่นฉุนและให้รสรุนแรง  สารนี้จะมีประโยชน์ ในการกระตุ้นต่อมน้ำลาย ให้ขับน้ำลายออกมา ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการย่อย อีกทั้งในวาซาบิยังอุดมด้วยวิตามินซี
การทำให้ วาซาบิ ให้มีกลิ่นหอม  ...  ในประเทศญี่ปุ่น  เค้าจะใช้ ที่ขูด วาซาบิ ที่ทำจาก หนังปลาฉลาม  ...  ซึ่งหนังปลาฉลามตากแห้ง จะทำปฎิกริยา กับ เนื้อวาซาบิ  จนทำให้เกิดกลิ่นหอม  ... ซึ่งเป็นประเพณีการทำอาหารญี่ปุ่น   ที่ถ่ายทอดมานาน นับพันปี
 


สรรพคุณ ทางยา ... วาซาบิ นอกจากจะช่วยดับกลิ่นคาวแล้วยังมีสรรพคุณทางยาดังนี้

:   มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค และ สามารถต่อต้านการติดเชื้อ แบคทีเรีย และเ ชื้อราบางชนิด
 
:   กำจัดพยาธิ ที่อาศัยอยู่ในปลาได้ เมื่อผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์

 
:   ฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของกระเพาะอาหาร

 
:   ป้องกัน เส้นเลือดอุดตัน ฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด

 
:   ป้องกันฟันผุ ในอนาคตอาจนำไปประยุกต์เป็นส่วนผสมในยาสีฟัน

 
:   ช่วยกระตุ้นในการสร้างภูมิคุ้มกัน  ในการกำจัดเซลล์  ที่เริ่มผิดปรกติ



ขอบขอบคุณ  ข้อมูลจาก ... วิกีพีเดีย  สารานุกรมเสรี










ขอแนะนำ   " Tengoku Wasabi "      เป็น  วาซาบิ 100 %   เป็น  แบบที่ ค่อนข้างหาทานยากชนิดนึง ในประเทศไทยครับ
เค้านำ ทั้งเปลือก .. ทั้งราก  .. ทั้งเนื้อ   มาสับละเอียด  แล้วหมัก ตามสูตร ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจาก เชฟรุ่นใหญ่ จากแดนอาทิตย์อุทัย   ...  ที่มีรสชาติ แตกต่าง จาก วาซาบิทั่วไปอย่างสิ้นเชิงครับ
แต่ยังคง ความร้อนแรงแบบที่มีอรรถรส   อันเป็นศิลปะที่ลึกซึ้งกว่า  วาซาบิธรรมดา มากมายเลยครับ   ... ลองไปสั่งชิมกันดูนะครับ   ....   วาซาบิ   แบบธรรมดา จะแถมมาให้ ในจานซาชิมิอยู่แล้วครับ 
แต่    Tengoku Wasabi    พิเศษจานนี้  ต้องสั่งเพิ่มเป็นพิเศษนะครับ เพราะมัน พิเศษ จริงๆครับ  

หากใคร  อยู่ที่เชียงใหม่ แล้วอยากลองชิม  วาซาบิ แท้ๆ  100%  
แนะนำว่า  ลองแวะไปสั่งทาน ได้ที่     ร้าน    TENGOKU  de  cuisine 
ร้านอาหารญี่ปุ่น  ร้านนี้อยู่  ในซอย วัดบวกครกหลวง  ต้นถนน เชียงใหม่-สันกำแพง
ร้านอยู่   หน้าโรงแรม ดาราเทวี  ที่เชียงใหม่   ครับ

สอบถามเส้นทาง หรือ สำรองที่นั่งได้ที่     053-85-1133  ,  053-850-111
หรือ    081-885-5959   




แผนที่ร้านอาหารทั้งหมด ที่ผมเขียนแนะนำไว้ใน   " แนะนำ ร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ "
https://mapsengine.google.com/map/edit?authuser=0&hl=en&mid=zi7qOsZPeff0.kmjHpvkh5cmM





ป๋าปึกส์
6/5/2555

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2011/05/tengoku-de-cuisine.html

ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ขนมจีน บ้านเจ็ดยอด ... เชียงใหม่

บุฟเฟ่ท์ ขนมจีน บ้านเจ็ดยอด  ...  ปากซอยพานิชย์การลานนา  .....  เชียงใหม่


"  จ่ายเงิน  140 บาท  ทอน 2 บาท  แล้ว อิ่มอร่อยได้ถึง 2 คน  " ต้องที่นี่เลยครับ  ...  " บุฟเฟ่ท์ ขนมจีนบ้านเจ็ดยอด "   เจ้าอร่อย อยู่ไม่ไกลเลยครับ .... ขับรถออกจากตัวเมือง จากแยกรินคำ เข้าสู่ถนน ซุปเปอร์ไฮเวย์  ตรงมา พอผ่านไฟแดง ตรงวัดเจ็ดยอด ...  ก็ชลอรถ แล้วชิดซ้าย เข้าซอยพานิชย์การลานนา (ซอยถัดจาก วัดเจ็ดยอด)  เข้าซอยมาก็จะมองเห็น ร้านนี้ อยู่ทางด้านขวามือ ของปากซอยเลยครับ ....  ติดกับสนามฟุตบอลในร่ม จะเห็นป้ายชื่อร้านครับ   และ ที่จอดรถกว้างขวางใหญ่โต ครับ 

โต๊ะวางขนมจีนและผักนานาชนิด
ป้ายหน้าร้าน

      









                                   พอเข้ามาถึงร้าน  ก็ตรงไปที่เค้าน์เตอร์ก่อนเลยนะครับ  ...  ชำระค่าเสียหายให้เรียบร้อย ท่านละ 69 บาท   ...  ผมเห็นฝรั่งเข้าไปทาน ร้านนี้ถึงขั้น ร้อง Oh my God  ออกมาดังลั่นเลยครับ  ...  ก็ในบ้านเมืองเค้า  69 บาท คงได้แค้เครื่องดื่ม ซักขวดนึง มั้งครับ  .....  พอชำระเงินเรียบร้อย   ก็รับ  จานท่านละ 2 ใบ  สำหรับใส่ ขนมจีนและผักสด  พร้อมช้อนซ่อม  ท่านละ 1 ชุด   ....   แล้วก็หาที่นั่งกันตามสบายเลยครับ
                                    ร้านนี้มีที่นั่งเยอะครับ  ผมว่าซักประมาณเกือบ 200 ที่น่าจะได้   ...  ร้าน ตกแต่ง และ  จัดไว้ให้ดูดีกว่า ร้านขนมจีนทั่วไปในเมืองนี้เลยทีเดียวครับ   มีเพลงเบาๆเปิดกล่อมตลอดเวลาอาหาร  (ปรกติร้านอาหารแบบนี้ก็มักจะเปิดเพลงไทย ..... แต่ร้านนี้ไม่ธรรมดา เลยครับ  เปิดเพลง Jazz หวานๆ ตลอดทั้งวัน)   ......   อาหารก็แน่นอนครับ ขนมจีน(ทางเหนือเค้าเรียกว่า ขนมเส้น)    แกงมีให้เลือกหลายอย่าง ครับ  
แกงเขียวหวาน   ,   แกงเผ็ด   ,   น้ำยา ทั้ง  น้ำยากะทิ  และ  น้ำยาป่า  ,  น้ำเงี้ยว  ,  น้ำพริก  และ  ซาวน้ำ  ฯลฯ    และ ยังมีอีกหลายแกง ที่ผมยังไม่ได้ลองชิมครับ  
แต่เผอิญผม เคยทาน  และ ทานไหวได้เท่านี้จริงๆ    เลยเขียนเท่านี้  ขอโทษนะครับ   แกงมีให้เลือก เยอะจนจำไม่หมดจริงๆครับ
เครื่องเคียง  ก็มีเยอะแยะไปหมดครับ   ทั้ง  ผักสด ทุกชนิดที่ทานกับขนมจีน  หัวปลี และ ผักทอด


ขนมจีน ซาวน้ำ ของโปรด
โต๊ะวางแกง...เยอะมากจนทานไม่หมด











ส่วน แกงที่ทานกับ ขนมจีน  จานโปรด  ของร้านนี้  ที่ ผมไปทีไรไม่เคยพลาดซักครั้งเลยครับ ก็มีดังนี้ ครับ
ขนมจีนน้ำพริก   ..........  ขนมจีนที่ได้รับการสืบทอดมาจาก สูตรอาหารตำรับชาววัง  ..  ที่นับวัน หาร้านที่ทำ ขนมจีนน้ำพริกนี้ ยากขึ้นไปทุกวันครับ  ...  ขนมจีนน้ำพริกร้านนี้ อร่อยเลยทีเดียวครับ  ครบเครื่อง รสชาติกลมกล่อม  มีรสหวานนำหน้าเล็กน้อย ตามสูตร น้ำพริกแบบชาววังครับ   ...  ผักชุบแป้งทอด และ หัวปลี  ไว้ให้เลือก ทานแกล้มกันได้ ตามใจชอบ  ...  แต่ ผักทอด จานนี้เด็ดจริงๆ ครับ   ....   อร่อยเด็ด จนวางลงบน ไลน์ บุฟเฟ่ท์ เมื่อไหร่  หมดเมื่อนั้น  ...   เรียกว่า  ต้องคอยจับตามองเลยหละครับ

ขนมจีน ซาวน้ำ  ...........   อีกหนึ่งจาน  ที่เป็นอาหารชาววัง  และ อาหารไทย ที่นิยมทานกันมาตั้งแต่  สมัยอยุธยา  ...   คนโบราณจะนิยมทาน ขนมจีนซาวน้ำ ใน หน้าร้อน  
น้ำแกง ซาวน้ำ ที่ทำมาจาก  กะทิหอม น่าทาน รสชาติหวานเค็มนำหน้าหวาน   ...   เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงครบครัน  ทั้ง กุ้งแห้งตำ  ..  สัปปะรด  .. กระเทียม  ..  ขิงซอย  
เวลาทาน  ตักน้ำแกงซาวน้ำ ราดหน้าขนมจีน เยอะหน่อยอร่อยดีครับ   พร้อมใส่ เครื่องเคียงให้ครบ ทั้ง สัปปะรด กุ้งแห้งตำ กระเทียม ขิงซอย พริกขี้หนูซอย  แล้วบีบมะมาว  ลงไปซักนิดนึง
โอววววว  ...   แค่เพียงนึกภาพ   ก็ต้องกลับไป  ทานอีกซักรอบนึงแล้วครับ  

นอกจากขนมจีนอร่อยแล้ว   .....  ราคาที่เค้าเก็บเพียง  69 บาท   ยังรวมน้ำดื่ม (น้ำเปล่า) และ  ของหวานอีกด้วยนะครับ  ...   ของหวาน ก็ไม่เหมือนกันทุกวัน   แล้วแต่ทางร้านเค้าจัดนะครับ  
มีสิ่งที่ไม่รวมอยู่ใน  69 บาท  ก็คือ   เครื่องดื่ม และ อาหารที่สั่งพิเศษ และ  ไม่ได้วางอยู่ใน Line ของ Buffet    ....   แต่ทุกอย่างในร้านนี้ถูกจริงๆ เลยครับ    
สำหรับใครที่จะไป   ร้านนี้  ช่วงใกล้ๆเที่ยง  ก็จะค่อนข้าง  หาที่นั่งยากหน่อย   เพราะร้านนี้กำลัง เป็นที่นิยมครับ
ส่วนใครต้องการซื้อใส่ถุงกลับบ้าน ก็มีบริการด้วยนะครับ
ขนมจีน ชุดละ  30  ...  ผักทอด ชุดละ  30  ...  ของหวาน ชุดละ  15 .
ราคา  ผมลงไว้ ตามวันเวลาที่เขียน  Blog  นี้นะครับ  ....   กรุณาเช็คกับทางร้านอีกทีนึง ครับ  

ร้านนี้เปิดตั้งแต่       10.00 น.   ถึง    16.00 น.   
ไปไม่ถูก หรือ   จองที่นั่ง   .....    โทร    081-671-4454

แผนที่ร้านอาหาร ทั้งหมดที่ผมเขียนแนะนำ ไว้ใน   " แนะนำ ร้านอาหารอร่อย โดยป๋าปึกส์ "
https://mapsengine.google.com/map/edit?authuser=0&hl=en&mid=zi7qOsZPeff0.kmjHpvkh5cmM



ป๋าปึกส์
19/10/2553


ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2011/05/tengoku-de-cuisine.html

ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun


วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

ครัวลูกสาว ที่ ปราณบุรี ... ประจวบคีรีขันธ์

" ครัวลูกสาว "  อาหารทะเลรสเด็ด ที่ ปากน้ำปราณบุรี  ... ประจวบคีรีขันธ์


" ปราณบุรี "  เอ่ยชื่อนี้ทีไร ผมมักเผลอนึกไปว่า  ปราณบุรี  เป็นจังหวัด ซะทุกทีครับ
ทั้งๆ ที่ ปราณบุรี เป็นอำเภอๆนึง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
แต่ด้วยความที่ ผมไปปราณบุรี บ่อยๆ ผมว่า น่าจะเป็นสิบครั้ง  แต่หลายครั้งที่เคยไปมา กลับเลยไป ที่ตัวจังหวัด ประจวบฯ เพียงครั้งเดียว
ผมว่า คงมีหลายท่านที่คล้ายๆผม คือ ไป ปราณฯ  แต่ไม่เคยเยื้องกายเข้าไปใน ตัวจังหวัดเลย
อาจจะเป็นเพราะว่า ระยะเวลาการเดินทางเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ทำให้ ใครๆ รู้สึกว่า ถ้าไปประจวบฯ  ต้องใช้เวลาเดินทาง นานกว่าเยอะ ก็เลยมักหยุดกันแค่ ที่ ปราณบุรี ....
คำว่า  ปราณ    แปลว่า    ลม
บุรี    แปลว่า     เมือง   
ปราณบุรี     ก็แปลตรงตัวเลยครับ ว่า    เมืองแห่งลม    ....  เป็นเมืองชายทะเล ที่มีลมดีมากเลยครับ จนทุกวันนี้   กลายเป็นแหล่งที่ได้รับความนิยม ใน การเล่น   Kite surfing    หรือ   กีฬาที่ใช้บอร์ดคล้ายกระดานโต้คลื่น   แล้วขับเคลื่อน โดยใช้ร่ม(แบบร่มชูชีพ)   เป็นตัวรับลมและ บังคับทิศทาง
นักกีฬา  Kite surfing  ทั้งต่างชาติ และ คนไทย ที่โปรดปราณกีฬาประเภทนี้ ... ต่างยกย่องให้ชายหาดที่ปราณบุรี เป็นหาดที่น่าเล่น kite  มากที่สุดแห่งนึง ในประเทศ เลยทีเดียวครับ














                             นอกจาก หาดทรายชายหาดที่แสนสงบแล้ว  ยังเป็นแหล่งที่ ชุกชุมไปด้วยอาหารทะเล จากธรรมชาติ อีกด้วยครับ ... ปลาหมึกสดๆ  ,  กุ้ง - หอย - ปู - ปลา  แล้วยังอุดมไปด้วย ปลาทู ด้วยครับ
ชาวเรือแถวนี้ มักจะบอกว่า     " จับที่ปราณ ไปดังที่มหาชัย "  
อาหารทะเลที่ปราณบุรี   ส่วนใหญ่ พอจับได้แล้ว   ...  จะมี พ่อค้าอาหารทะเล จากมหาชัย  มาเหมาไปเกือบหมด   เหลือไว้แต่ขนาดเล็กเอาไว้ขายในท้องถิ่น 
แต่ก็ยังพอจะมี   ชาวเรือ  อีกหลายเจ้าที่เค้าออกเรือเอง จับเอง ขายเอง ในท้องถิ่น  ... ทำให้ พวกเรายังพอหา ปลา ปู หอย กุ้ง ตัวใหญ่ๆ รับประทานกันได้อยู่บ้างครับ
ที่สำคัญ ร้านอาหารทะเล   แถวย่านปากน้ำปราณ    หลายๆร้าน เค้ามีเรือออกหาปลา ของเค้าเอง
เมื่อจับอะไรได้มา ก็ส่งตรงมายังครัวของตัวเองทันทีครับ ... ความสด ของอาหารแต่ละร้านแถวนี้ไม่ต้องห่วงครับ














ผมไปปราณทีไร   ก็มักจะไปพัก อยู่ 2 แห่งเท่านั้นครับ   ...  ถ้าไม่  Hua Plee Lazy Beach    ก็จะเป็น  Brassiere Beach    ทั้งสองเป็น รีสอร์ท ที่แรกๆ ที่มาบุกเบิกสร้างชื่อให้ อำเภอนี้ครับ
บรรยากาศ , การออกแบบ , การตกแต่ง ช่างทำให้รู้สึกและสัมผัสถึงการพักผ่อนชายทะเลจริงๆครับ ... ร้านอาหาร ที่จะแนะนำในวันนี้ ก็เป็นการแนะนำจาก เจ้าของโรงแรม ทั้งสองแห่งนี้ครับ ... คุณกล้วย กับ คุณเม้าท์ เป็นคนพา ผม และ ครอบครัวไปชิมที่ร้านนี้  ....  ในคราวที่เราไปเที่ยวครั้งล่าสุด (มีนาคม 2555)
จริงๆแล้ว อยากจะบอกว่า  ทั้งสองคนพาผมไปชิม ร้านอร่อยๆ ในปราณฯ หลายร้านมากเลยครับ .... แต่แปลกมากเลยครับ พอไปทานบางครั้ง อร่อยแบบต้องแนะนำ ... แต่ผมลืมเอากล้องไปบ้าง บางครั้งก็ดื่มหนักไปหน่อย จนลืมเขียนก็มีครับ (เป็นแบบนี้บ่อยครับ)  ..... วันนี้ไม่พลาดครับ ตั้งใจตรวจสอบ กล้อง ว่าอยู่ในกระเป๋าก่อนไป เลยหละครับ
ร้านที่จะพามาแนะนำ วันนี้ มีชื่อว่า  ร้าน    " ครัวลูกสาว "  (ต้นขนุน)
ชาวบ้านบอกกันว่า  เจ้าของร้านเค้ามี ลูกสาวหลายคนครับ .. ที่สำคัญ ลูกสาว หน้าตาดีกันหมดทุกคน ... คุณแม่ก็ทำอาหารเก่ง .. เลยเปิดร้านอาหาร เพื่อที่จะให้ลูกสาวมาช่วยทำ จะได้ไม่มีเวลาไปหลงแสงสี (ยอดคุณแม่ จริงๆครับ)
ร้านนี้อยู่บนถนนสายสองถัดมาจาก ถนนริมหาด ที่ปราณบุรี ครับ ... เอาเป็นว่า ผมตั้งต้นออกมาจาก โรงแรม   Hua Plee Lazy Beach    เลี้ยวออกมายังถนนเส้นที่สอง   พอถึง สี่แยก ก็เลี้ยวขวา ขับมาอีกไม่ถึงกิโลครับ ก็จะเห็นป้ายร้านนี้อยู่ซ้ายมือครับ ... แต่ตอนผมไปร้านนี้  ก็ค่ำแล้วนะครับ  ไม่มั่นใจเหมือนกันว่า อธิบายเส้นทางถูกรึเปล่า
ก็เลยขอแนบเบอร์โทรศัพท์ มาด้วยนะครับ  โทรถามทางก็ได้นะครับ       081-705-7913













                            พอมาถึงร้าน ผมก็บอก คุณกล้วย คุณเม้าท์ (น้องสาวผมเอง ครับ)  ให้ช่วยสั่งอาหารให้หน่อย  ..  เพราะเป็นเจ้าถิ่น ทั้งคู่มาอยู่ที่ปราณบุรี ร่วม 20 ปีแล้วครับ .... ทั้งสองคน มาอยู่ที่  ปราณบุรี  จนแทบจะเป็นคนพื้นเมืองไปแล้วครับ  ....  (เวลาพูด  สำเนียงเริ่ม เหน่อ แบบชาวปราณ ซะแล้วครับ .. 5555 )
ทั้งสองแนะนำอาหารจานเด็ดมาหลายจานครับ

แกงป่าปลาทราย    ..........   ปรกติเคยทานแต่ แกงป่าไก่ .. แกงป่าเนื้อ .. แกงป่ากบ  ..  วันนี้ เพิ่งได้ลอง แกงป่าปลาทราย เป็นครั้งแรกครับ  ....  อร่อยจริงๆครับ  ถึงเครื่องดีครับ
ที่นี่ เค้าทำเอง เครื่องแกงสูตรเค้าเองครับ  จัดจ้านจนได้กลิ่น  พริก , หอมแดง , กระเทียม , พริกไท  หอมฉุยมาตั้งแต่ลงกระทะเลยครับ ....  แค่พอ ตักชิมคำแรก  ก็ต้องร้องครางเป็นภาษาอังกฤษ เลยครับ ....  โอวววว  มาย ก๊อดช์ .. อร่อยแซ้บ จริงๆครับ   
มีคนมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า  สมัยก่อน  ... ตอนก่อนเปิดร้านอาหาร เจ้าของร้าน มีอาชีพทำเรือหาปลาหมึก และ อาหารทะเลอื่นๆ ในอ่าว หน้าปากน้ำปราณ
ก่อนออกเรือ หรือ ตอนเรือเข้า  ...  คณแม่เจ้าของร้าน จะเป็นคนดูแล เรื่องอาหารของคนเรือทุกลำ  .....  รสชาติเครื่องแกง  .. รสชาติผัดฉ่า  ..  รสชาติต้มยำ .. รสชาติ น้ำจิ้ม  ....  ล้วนเป็น รสชาติ  original  ที่ คนออกเรือแถวนี้ ทานกันเลยแหละครับ    จัดจ้าน สะใจ  จริงๆ ครับ
ขอแนะนำว่า ควรสั่ง  ไข่เจียว  มาแกล้ม ความจัดจ้านด้วยครับ ....


ปลาอินทรีย์ ทอดน้ำปลา  ,  ปลาลิ้นหมา ทอดน้ำปลา   ..........   ผมอ่านดูในเมนู  ที่ร้านนี้ เค้ามีปลาให้เลือกหลายชนิดนะครับ  ...  แต่ที่พลาดไม่ได้ ก็ต้องเป็นปลา  2 ชนิดนี้ นี่แหละครับ
ปลาลิ้นหมา  ....  หาทานยากขึ้นทุกวัน  ..  ปลาสดมากๆ  เอาขึ้นจากเรือก็ลงกระทะเลยครับ
ปลาอินทรีย์  ....  สดซะยิ่งกว่าสดครับ  ก็ทะเลแถวๆนี้ นี่แหละครับ ที่เค้าจับปลาอินทรีย์ ได้สดดมากับเรือทุกวันครับ  ....   เรื่องความสด รับรองได้ครับ  
ส่วน น้ำปลาที่ราด มากับปลาทั้ง 2 ชนิด  ...  ปรุงรสชาติ มาได้   " ลงตัว "   ดีครับ  ...  รสหวานนำเค็มเล็กน้อย  เข้ากับเนื้อปลา ที่ทอดจนกรอบทั้งตัวครับ (ปลาลิ้นหมา)

ปลากระเบน ผัดฉ่า   ..........   จานนี้  จานโปรดของผมเลยครับ  ...  เค้ามีให้เลือก ผัดฉ่า ทั้ง  เนื้อปลากระเบน และ เนื้อปลาฉลาม   ครับ  ....    ขอยืนยันว่า คุณแม่ลูกสาวสวย ร้านนี้ ..   ผัดฉ่า ได้ สุดแซ๊บ จริงๆครับ   ถึงพริกถึงขิงครับ   ที่สำคัญอร่อยถึงใจ สุดสุด ครับ  ....  ขนาดกินไป ซับเหงื่อไป  เลยครับ  ...  แซ้บ จน  เหงื่อท่วมศรีษะ ที่มีผมน้อยลงทุกวันของผมเลย หละ ครับ ... 555

หอยลายผัดพริกเผา   ...........   จานนี้เป็นอีกหนึ่งจาน ที่ต้องร้อง ว่า  อืมมมม   เพราะความจัดจ้าน ของ เครื่องผัด เครื่องแกง  เลยครับ   ....  ถึงพริก ถึงขิง จริงๆ ครับ  
หอยลาย ก็ตัวใหญ่  เนื้อแน่นดีครับ    ทั้งสด ทั้ง แซ๊บ เลยครับ

ไข่เจียว   ..........   ไม่ว่า จะเป็น  ไข่เจียวหมูสับ  หรือ  ไข่เจียวใส่เนื้อปู  หรือ ไข่เจียวธรรมดา
จานนี้  ผมแนะนำว่า   " จำเป็นต้องสั่งมาครับ "  
แนะนำว่า  ควรสั่งมาเพื่อ บรรเทา ความแซ้บ   และ  ลดอาการปากเจ่อ   อันเนื่องมาจากความแซ้บ  ได้เลยครับ

กรรเชียงปูนึ่ง   ..........    จานนี้ผมสั่งมาเพราะอยากทานปูครับ   ...  ทั้งๆที่  เจ้าของร้าน ออกมา บอกก่อนเลยว่า    " วันนี้ปูไม่เข้ามา มีแต่ที่แช่ไว้ในถังน้ำแข็ง "      (คนเมืองนี้เค้า บอกตรงๆเลยครับ ไม่มีอ้อมค้อม อะไรดีก็บอกว่าดี อะไรไม่ดีแกก็ไม่แนะนำ .. สุดยอด .. ขอบคุณครับ)  ...  แต่ขนาดปู แช่ใน ถังน้ำแข็ง  ก็สัมผัส ความสด  แบบใช้ได้เลย  นะครับ













อาหารที่ วันนี้ ผมทานมาหมดทุกจาน  ขอยืนยันเลยครับ  ว่า    " มือถึง ใจถึง จริงๆครับ "   
ใครที่ชอบ  อาหารสดๆ แซ้บๆ  รสชาติจัดจ้าน เร้าใจ แล้วละก้อ  เชิญที่ ร้านนี้  นี่เลยครับ
ยังมีอีก  หลายเมนูที่เป็นอาหารทะเล  ไม่ว่าจะนึ่ง ทอด ต้มยำ .. ร้านนี้มีหมดครับ 
และที่สำคัญที่สุด ก็คงเป็นเรื่อง สนนราค่า  
อาหารที่ผมทานมาทั้งหมด   พร้อมเบียร์ และ เครื่องดื่ม  ราคาประมาณ  1 พันบาท  ครับ
ร้านอาหาร    บ้านๆ เดิมๆ     แบบชาวบ้าน แบบนี้ รสชาติ ราคา ขนาดนี้
หากไป ปราณฯ แล้วไม่ได้ลองละก้อ ... น่าเสียดาย นะคร้าบบบบ

                               นอกจาก อาหารที่อร่อย ของร้านนี้แล้ว  สิ่งที่ถูกใจผมอีกอย่างนึง ก็คือ ป้าย ที่เขียนบนกระดานดำ ของร้านนี้ครับ ... " ตรง และ โดนใจ "  เจ้าของร้านอาหารทุกร้านครับ  ... เค้าเขียนอยู่บนกระดานดำ ที่วางไว้หน้าร้านว่า  " ร้านนี้ ไม่รับทำของที่ลูกค้านำมา "  ...   สอบถามได้ความว่า  มักมีคนไปซื้อ กุ้ง หอย ปู ปลา แล้วจะเอามาให้ ทางร้านทำให้ทาน ... แล้ว  ทางร้าน ละครับ เค้าจะเอากำไรที่ไหน มาเลี้ยงลูกน้อง จ่ายค่าน้ำค่าไฟ  ที่สำคัญ อาหารที่คนเคยหิ้วมา ที่ร้านเค้าก็มีขายครับ และ เค้าขายถูกด้วยครับ  ... กำไร หนะ มันไม่เท่าไหร่ครับ  แต่  " มรรยาท "  ซิครับสำคัญกว่า .... อย่านำไปเลยแล้วกันนะครับ .....
                               มาเที่ยวชายทะเล แถวนี้ ไม่ว่าจะเป็น หัวหิน , ชะอำ หรือ ปราณบุรี ก็ลองแวะมาชิมกันนะครับ  ไม่แน่ใจเรื่องเส้นทางก็ลองโทรไปสอบถามดูนะครับที่   ...  081-705-7913  .... โทรถามทางนะครับ  อย่าโทรไปจีบลูกสาวเค้า หละครับ (ลูกสาว แกสวย ครับ ... 5555)




แผนที่ร้านอาหาร ทั้งหมดที่ผมเขียนแนะนำ ไว้ใน   " แนะนำ ร้านอาหารอร่อย โดยป๋าปึกส์ "
https://mapsengine.google.com/map/edit?authuser=0&hl=en&mid=zi7qOsZPeff0.kmjHpvkh5cmM



ป๋าปึกส์
5/04/2555

ขอแนะนำ ร้านโปรดของผู้เขียน
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-1.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2010/11/tengoku-2.html
 : http://restaurantaroi.blogspot.com/2011/05/tengoku-de-cuisine.html
 ติดตาม คอลัมน์ แนะนำร้านอาหารอร่อย โดย ป๋าปึกส์ ได้ทุกวันใน  Facebook
ได้ที่  : http://www.facebook.com/SuebsaengSun